Saturday, 18 May 2024
กระทรวงคมนาคม

“อนุทิน” บุก ญี่ปุ่น ชม “โครงการอุเมคิตะ-รถไฟชินคันเซ็น” ศึกษารูปแบบพัฒนาเมือง-โครงสร้างพื้นฐานสาธารณะ เล็งใช้พัฒนาในไทย

เมื่อเวลา 13.00 น.วันที่ 9 ธ.ค.ที่ นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข พร้อมนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม นำคณะผู้บริหารกระทรวงคมนาคม ไปเยี่ยมชมโครงการ Umekita (อุเมคิตะ) ซึ่งเป็นโครงการพัฒนาเมือง โดยมีโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะเป็นจุดเชื่อมโยง ทั้งรถไฟความเร็วสูง พื้นที่อาคารสำนักงาน แหล่งนวัตกรรม พื้นที่อยู่อาศัย พื้นที่สีเขียว สิ่งอำนวยความสะดวกที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยความร่วมมือระหว่างกลุ่มธุรกิจเอกชนกับหน่วยงานบริหารระดับจังหวัดและเทศบาลของนครโอซากา และองค์กรพัฒนาและฟื้นฟูเมืองญี่ปุ่น (Urban Renaissance Agency: UR)

โดยรับฟังการบรรยายแนวทางการพัฒนาพื้นที่เชิงพาณิชย์ในพื้นที่โดยรอบสถานีรถไฟความเร็วสูงจากผู้บริหารของบริษัท รถไฟญี่ปุ่นตะวันตก (JR West) หนึ่งในบริษัทผู้บริหารรถไฟความเร็วสูงของญี่ปุ่น เพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาเชิงที่ในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะในประเทศไทย

นายอนุทิน กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีการพัฒนาระบบรถไฟความเร็วสูงที่ดีมากประเทศหนึ่งของโลก และเป็นประเทศแรกของโลกที่มีการเดินรถไฟความเร็วสูง หรือ ชินคันเซ็น (Shinkansen) มาตั้งแต่ปี1964 หรือ พ.ศ.2507 โดยชินคันเซ็นสายแรกคือ Tokaido Shinkansen Line เชื่อมระหว่างกรุงโตเกียวกับนครโอซากา และปัจจุบันญี่ปุ่นมีรถไฟความเร็วสูงที่วิ่งด้วยความเร็วระหว่าง 240-320 กิโลเมตร/ชั่วโมง จำนวน 7 เส้นทางบน 4 เกาะสำคัญของญี่ปุ่น คือ ฮอกไกโด ฮอนชู ชิโกกุ และคิวชู ระยะทางรวม 2,765 กิโลเมตร

“ญี่ปุ่นมีโครงการพัฒนาหลายแห่งที่มีชินคันเซ็นเป็นโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยง รวมถึงโครงการ Umekita ที่นครโอซากา รวมถึงการพัฒนาและบริหารจัดการพื้นที่เชิงพาณิชย์ทั้งภายในและโดยรอบสถานีขนส่งมวลชนด้วย การที่ผมและคณะได้มีโอกาสเยี่ยมชมพื้นที่ต่าง ๆ ในครั้งนี้ ทำให้ได้เห็นถึงแนวคิดเชิงธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ควบคู่กับโครงข่ายระบบขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นตัวอย่างที่หน่วยงานของไทยสามารถนำไปศึกษาและถอดบทเรียนเพื่อการพัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานที่รัฐบาลอยู่ระหว่างการผลักดันหลายโครงการได้อย่างเป็นระบบ” นายอนุทิน กล่าว

ของขวัญปีใหม่!! ‘ก.คมนาคม’ ผุดแคมเปญมอบของขวัญปีใหม่ให้คนไทย ‘มอเตอร์เวย์-ทางด่วน-รถไฟสีแดง-เรือไฟฟ้า’ เปิดบริการฟรี

‘คมนาคม’ จัดเต็มทุกโหมดมอบของขวัญปีใหม่ 2566 วิ่งฟรี 7 วัน มอเตอร์เวย์สาย 7, 9 และ M 6 ช่วงปากช่อง - สีคิ้ว - ขามทะเลสอ ส่วนทางด่วนบูรพาวิถีและบางพลี - สุขสวัสดิ์ฟรี 6 วัน สายสีแดงฟรีด้วยตั้งแต่เที่ยงวันที่ 31 ธ.ค.- เที่ยงวันที่ 1 ม.ค. ส่วนเรือไฟฟ้าฟรี 31 ธ.ค.65-1 ม.ค.66

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ตามที่รัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีนโยบายให้ทุกหน่วยงานพิจารณามอบของขวัญปีใหม่ 2566 เพื่อมอบความสุขให้กับประชาชนทุกคน ที่ได้ร่วมกันผ่านวิกฤต COVID-19 ในช่วงที่ผ่านมาด้วยกัน โดยกระทรวงคมนาคม ได้มอบหมายให้หน่วยงานในสังกัด อำนวยความสะดวกและความปลอดภัยในการเดินทาง พร้อมรังสรรค์ความสวยงามรื่นรมย์ให้กับพื้นที่คมนาคมเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว โดยมีแผนดำเนินการใน 5 มิติ ภายใต้หลักการ ‘GIFTS’ ดังนี้

G (Gift to People) คมนาคมส่งต่อความสุข ประกอบด้วย

1. เปิดให้วิ่งฟรีทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (มอเตอร์เวย์) หมายเลข 6 สายบางปะอิน - สระบุรี -นครราชสีมา ช่วงอำเภอปากช่อง - อำเภอสีคิ้ว - อำเภอขามทะเลสอ และยกเว้นค่าผ่านทาง มอเตอร์เวย์หมายเลข 7 และหมายเลข 9 ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2565 เวลา 00.01 น. จนถึงวันที่ 4 มกราคม 2566 เวลา 24.00 น.

2. ยกเว้นค่าผ่านทาง ทางพิเศษบูรพาวิถีและกาญจนาภิเษก ระหว่างวันที่ 29 ธันวาคม 2565 เวลา 00.01 น. จนถึงวันที่ 3 มกราคม 2566 เวลา 24.00 น.

3. ยกเว้นค่าโดยสารรถไฟฟ้าชานเมืองสายสีแดง ระหว่างวันที่ 31 ธันวาคม 2565 เวลา 12.00 น. จนถึงวันที่ 1 มกราคม 2566 เวลา 12.00 น.

4. ลดค่าโดยสาร บขส. 10% ทุกเส้นทาง สำหรับผู้โดยสารที่จองตั๋วรถ บขส. ล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์

5. ตรวจรถฟรี ขับขี่ปลอดภัย โดยกรมการขนส่งทางบก ตลอดเดือนธันวาคม 2565

I (Inspiration for Society and Environment) : คมนาคมสร้างสรรค์สังคมไทย ห่วงใยสิ่งแวดล้อม ประกอบด้วย

1. รถโดยสารประจำทางพลังงานไฟฟ้า (EV Bus) มาให้บริการประชาชนได้ครบทั้ง 1,250 คัน ภายในเดือนมกราคม 2566 ซึ่งเป็นรถเมล์ใหม่ที่จะอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้โดยสาร และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

2. รถไฟที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า (EV on Train) โดยจะเริ่มทดสอบการเดินรถได้ ในเดือนมกราคม 2566 ซึ่งจะทำให้ลดต้นทุนการใช้พลังงานได้ถึงร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับหัวรถจักรดีเซล

3. เรือไฟฟ้า (EV Boat) ได้นำมาให้บริการประชาชนแล้ว ตั้งแต่ปี 2565 ในช่วงเทศกาลส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ เรือไฟฟ้า จะให้บริการฟรี ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2565 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2566

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตรวจเยี่ยมการเตรียมการรองรับผู้โดยสารช่วงเทศกาลปีใหม่

วันนี้ (29 ธ.ค.65) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตรวจเยี่ยมการเตรียมการรองรับผู้โดยสารช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 และเตรียมความพร้อมกรณีสาธารณรัฐประชาชนจีนเปิดประเทศ และติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการขนถ่ายกระเป๋าสัมภาระล่าช้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ตรวจเยี่ยมการเตรียมการรองรับผู้โดยสารช่วงเทศกาลปีใหม่ 2566 และเตรียมความพร้อมกรณีสาธารณรัฐประชาชนจีนเปิดประเทศ และติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาการขนถ่ายกระเป๋าสัมภาระล่าช้า พร้อมด้วยนางสุขสมรวย วันทนียกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม, นายชยธรรม์ พรหมศร ปลัดกระทรวงคมนาคม, นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รองปลัดกระทรวงคมนาคม, นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก รักษาราชการแทนรองปลัดกระทรวงคมนาคม โดยมี นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด มหาชน (ทอท.), นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (ทอท.), นายกิตติพงศ์ กิตติขจร ผู้อำนวยการท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ทสภ.), หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดกระทรวงคมนาคม, ผู้แทนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมตรวจเยี่ยม ในวันที่ 28 ธันวาคม 2565 ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวว่า ตามนโยบายรัฐบาล โดยพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในการให้บริการอำนวยความสะดวกประชาชนและนักท่องเที่ยวในการเดินทางเข้าและออกประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งภายหลังจากที่ประเทศไทยเปิดประเทศเต็มรูปแบบ ส่งผลให้ปริมาณการเดินทางทางอากาศของประชาชนและนักท่องเที่ยวเข้าประเทศไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยกระทรวงคมนาคมได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อำนวยความสะดวกผู้ใช้บริการท่าอากาศยาน ให้มีความสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงคมนาคมได้เร่งแก้ไขปัญหาความแออัดภายในท่าอากาศยาน รวมทั้งความล่าช้าของขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองและการขนถ่ายกระเป๋าสัมภาระอย่างเร่งด่วน ซึ่งจากการดำเนินการพบว่าขั้นตอนการตรวจคนเข้าเมืองเป็นไปด้วยความรวดเร็วยิ่งขึ้น

ท่าอากาศยานมีความพร้อมในการรองรับผู้โดยสารที่จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งได้เพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่เพื่ออำนวยความสะดวก บริเวณพื้นที่ตรวจหนังสือเดินทางทั้งขาเข้าและขาออก เฉลี่ยอยู่ที่คนละ 4 นาที (นับตั้งแต่ผู้โดยสารเดินเข้าสู่พื้นที่รอคอยจนถึงการลงตรา) สำหรับช่วงเวลาคับคั่งที่มีผู้โดยสารจำนวนมาก ผู้โดยสารจะใช้เวลารอคิวเพื่อตรวจหนังสือเดินทางเฉลี่ยคนละ 15 นาที รวมทั้งจัดระเบียบคิวผู้โดยสารที่รอรับบริการ

ในส่วนของการให้บริการกระเป๋าสัมภาระผู้ โดยสารได้ตรวจสอบระบบลำเลียงกระเป๋าสัมภาระ ให้มีความพร้อมในการรองรับปริมาณสัมภาระ พร้อมทั้งกำชับผู้ให้บริการภาคพื้นที่ให้บริการขนถ่ายสัมภาระผู้โดยสารทั้ง 2 ราย คือ บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) และบริษัท บริการภาคพื้นการบินกรุงเทพเวิลด์ไวด์ไฟล์ทเซอร์วิส จำกัด ในการดำเนินการขนถ่ายสัมภาระให้ตรงตามเวลาที่กำหนด ปัจจุบันค่าเฉลี่ยเวลาในการลำเลียงกระเป๋าสัมภาระจากเครื่องบินจนถึงผู้โดยสาร First bag ใช้เวลาเฉลี่ย 27 นาที และ Last bag ใช้เวลาเฉลี่ย 44 นาที

ทั้งนี้ ระยะเวลาในการลำเลียงกระเป๋าสัมภาระในแต่ละเที่ยวบิน ขึ้นอยู่กับระยะทางของหลุมจอดอากาศยานกับจุดขนถ่ายสัมภาระ ซึ่งจากที่ผ่านมาพบว่าปัญหาความล่าช้าของกระเป๋าสัมภาระ ส่วนหนึ่งมาจากจำนวนเที่ยวบินล่าช้า (Flight Delay)

รวมทั้งการขาดบุคลากรและอุปกรณ์ในการให้บริการภาคพื้น เนื่องจากช่วงของการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ผู้ประกอบการประสบปัญหาการขาดแรงงานที่มีทักษะ ซึ่งได้สั่งการให้ผู้ให้บริการภาคพื้นเร่งจัดสรรกำลังคนมาบริหารจัดการสัมภาระผู้โดยสารเป็นอันดับแรก โดยต้องมีบุคลากรให้เพียงพอและสอดคล้องกับปริมาณผู้โดยสารและเที่ยวบิน เพื่อไม่ให้เกิดความล่าช้าในการรับกระเป๋าสัมภาระ ทั้งในเที่ยวบินปกติและกรณีที่มีเที่ยวบินเพิ่มขึ้น

สำหรับปัญหาการรอคิวใช้บริการรถแท็กซี่สาธารณะนานที่ผ่านมา ปัจจุบัน ทาภ. ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยเพิ่มเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกและเปิดช่องทางแท็กซี่เพิ่มเพื่อให้รถแท็กซี่สามารถเข้ามารับผู้ใช้บริการได้เร็วขึ้น รวมทั้งขยายขยายพื้นที่รอคอยกดตั๋วแท็กซี่ และกำหนดจุดยืนรอคิวรับบริการแท็กซี่ เพื่อความเป็นระเบียบและลดความแออัดของผู้มาใช้บริการ ซึ่งทำให้ผู้โดยสารสามารถลดระยะเวลาการรอคิว เหลือเพียงประมาณ 10 นาทีต่อคน

‘ศักดิ์สยาม’ ลงนามตั้ง 10 คณะกรรมการ สอบปมเปลี่ยนป้ายชื่อ ‘สถานีกลางบางซื่อ

(5 ม.ค. 65) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ 4 ม.ค.ที่ผ่านมา นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ลงนามในคำสั่ง แต่งตั้งคณะกรรมการเพื่อพิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงการก่อสร้างในโครงการปรับปรุงป้ายชื่อ ‘สถานีกลางบางซื่อ’ เป็น ‘สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์’ และตราสัญลักษณ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) แล้ว

โดยประกาศเนื้อหาระบุว่า ตามที่ปรากฏข้อมูลทางโซเชียลมีเดีย (Social Media) และ เว็บไซต์ข่าว เกี่ยวกับการลงนามในสัญญาจ้างการก่อสร้างโครงการปรับปรุงป้ายชื่อสถานีกลางบางซื่อเป็นสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์และตราสัญลักษณ์ของการรถไฟแห่งประเทศไทย ที่มีมูลค่าสูงถึง 33 ล้านบาทเศษ (วงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรรจำนวน 34 ล้านบาท) มีราคากลางคำนวณ ณ วันที่ 9 ธันวาคม 2566 จำนวน 33,169,726.39 บาท โดยใช้วิธีการจัดซื้อหรือจ้างแบบเฉพาะเจาะจง ซึ่งผู้ที่ได้รับ การคัดเลือกและราคาที่ตกลงซื้อหรือจ้าง ได้แก่ บริษัท ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ UNIQ

เป็นเหตุให้มีการตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมในการใช้งบประมาณ รวมถึงนายสราวุธ สราญวงศ์ ประธานสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ยื่นหนังสือเพื่อขอให้การรถไฟแห่งประเทศไทย ตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากไม่ใช่เหตุของความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการโดยใช้วิธีการว่าจ้างเอกชนด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ซึ่งจะทำให้การรถไฟแห่งประเทศไทยสูญเสียงบประมาณในการว่าจ้างปรับปรุงป้ายชื่อที่มีมูลค่าสูงเกินกว่าปกติ


TRENDING
© Copyright 2022, All rights reserved. Klang Time Thailand
Take Me Top