Monday, 4 March 2024
ECONBIZ

ชมพู่เมืองเพชร หวาน ฉ่ำ กรอบ! ประยุกต์สารพัดเมนู สร้างรายได้

(13 ม.ค. 66) ภารกิจตามโครงการ "ฟอร์ดแกร่งทุกงานเกษตร" เดินทางไปชมชมพู่เมืองเพชร หรือชมพู่เพชรสายรุ้ง สินค้าจีไอคู่บ้านคู่เมือง จังหวัดเพชรบุรี ปลูกกันแทบทุกหลังคาเรือน ว่ากันว่าปลูกแค่ 4 ต้น สามารถส่งลูกเรียนจนจบปริญญาได้ ด้วยมีราคาค่อนข้างสูง กก.ละ 300-400 บาท แต่ต้องแลกกับต้นทุนที่สูงจากการห่อผลกันแมลง และค้างไม้ไผ่รอบต้น ที่ต้องมีไว้เพื่อการปีนห่อและเก็บผลผลิต จนกลายเป็นอัตลักษณ์หนึ่งเดียวที่ไม่เห็นในไม้ผลชนิดอื่น

“ชมพู่เมืองเพชร สร้างรายได้ดีให้กับชาวบ้าน 1 ต้น เก็บผลผลิตได้ 3-4 ครั้ง เฉลี่ยทำเงินเข้ากระเป๋าเกษตรกรได้ต้นละประมาณ 120,000 บาท รวมถึงสร้างอาชีพใหม่ ๆ เช่น รับจ้างทำค้าง และเก็บผลผลิต ให้กับชาวบ้านปีละนับแสนบาท ซึ่งแต่ละครั้งถ้าอยากได้เกรดพรีเมียมก็ต้องจองกันก่อน เพราะมีผลผลิตส่วนหนึ่งส่งออกไปสิงคโปร์ แต่ปัจจุบันพบปัญหาใหญ่ 2 เรื่อง คือพื้นที่ปลูกลดลงทุกวัน เหลือเกษตรกรปลูกแค่ 152 ราย พื้นที่รวมเหลือเพียง 121 ไร่ เท่ากับเหลือพื้นที่ปลูกเฉลี่ยแค่คนละไม่ถึงไร่ เนื่องจากคนรุ่นใหม่กำลังลืมเลือนสิ่งที่ถูกหล่อหลอมจนกลายเป็นวัฒนธรรม อีกประการคือขาดการแปรรูป รวมถึงเอาลูกที่คัดทิ้งมาใช้ประโยชน์ จึงเป็นการบ้านใหญ่ของพวกเราชาวเมืองเพชร”

นายยุทธนา เมืองเล็ก นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหนองโสน อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี บอกถึงปัญหาของชมพู่เมืองเพชร ที่กำลังสั่งสมเพิ่มขึ้นทุกวัน เรื่องของพื้นที่ปลูกที่ลดลง คงทำอะไรไม่ได้มาก นอกจากรณรงค์ให้ชาวบ้านร่วมกันอนุรักษ์ ขณะที่เยาวชนก็รณรงค์ให้รักถิ่นฐาน วัฒนธรรม เพราะชมพู่เมืองเพชรเป็นแหล่งสร้างเงินให้กับทั้งเกษตรกร ชาวบ้าน และเยาวชนที่รับจ้างเก็บผล ขณะที่แรงงานทำค้าง ก็ต้องเป็นแรงงานที่ชำนาญในระดับหนึ่ง เพราะเป็นงานค่อนข้างละเอียด

ตลาดร่มหุบคึกคัก! สมุทรสงครามฟื้นตัว หลังจีนเปิดประเทศ

ผู้ประกอบสมุทรสงครามยิ้ม หลังจีนเปิดประเทศ ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะตลาดร่มหุบ ที่ชาวจีนนิยมมาชมการวิ่งเข้าออกของขบวนรถไฟสายแม่กลอง-บ้านแหลม ที่วิ่งผ่านตลาดสด

เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2566 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการประกาศเปิดประเทศของจีน นับว่าส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวของไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะสมุทรสงครามเป็นจังหวัดหนึ่งที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมมาท่องเที่ยว เช่น 'ตลาดร่มหุบ' ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงระดับโลกที่ชาวจีนนิยมมาชมการวิ่งเข้าออกของขบวนรถไฟสายแม่กลอง-บ้านแหลม ที่วิ่งผ่านตลาดสดที่มีการค้าขาย ทั้งอาหารทะเล และพืชผลทางการเกษตรบนรางรถไฟกว่า 300 ร้านค้า จนได้รับการขนานนามว่า “อะเมซิ่งไทยแลนด์” นอกจากนี้ ยังมี 'ตลาดน้ำอัมพวา'  ที่นักท่องเที่ยวชาวจีนนิยมมาเที่ยวชมเช่นกัน

ส่วนสถานที่พัก ร้านอาหาร และร้านค้าต่างเตรียมความพร้อมรับนักท่องเที่ยวชาวจีนกันอย่างคึกคัก โดยนายภาณุมาศ รวมสุข ประธานชมรมร้านอาหารจังหวัดสมุทรสงคราม บอกว่า ช่วงนี้เป็นฤดูกาลท่องเที่ยว ทางชมรมร้านอาหารจังหวัดสมุทรสงครามได้เตรียมความพร้อมไว้เป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นมาตรการรักษาความสะอาด มีเจลแอลกอฮอล์ทุกโต๊ะ มีอ่างล้างมือบริการตามเกณฑ์มาตรฐานกระทรวงสาธารณสุข และร้านอาหารในชมรมประมาณ 120 ร้าน มีป้าย SHA และ SHA พลัส รับรองความปลอดภัยและได้มาตรฐานเกือบทุกร้าน และเรื่องอาหารทะเลที่ขึ้นชื่ออยู่แล้วไม่ว่าจะเป็นกุ้ง หอย ปู ปลา โดยเฉพาะปลาทูสดซึ่งช่วงนี้กำลังอ้วนและมัน ได้รับการรับรองตามมาตรฐานจากสมาคมประมงและตลาดปลาแม่กลอง ปลอดสารพิษทุกอย่าง ไม่มีสิ่งเจือปนใด ๆ ทั้งสิ้น

กรุงเก่าจัดนางรำเกือบ 2,000 คน รำบวงสรวงพระเจ้าอู่ทอง ก่อนเปิดงานยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก

ยิ่งใหญ่ตระการตา นางรำชาวพระนครศรีอยุธยา จาก 16 อำเภอ กว่า 1,800 คน พร้อมใจรำบวงสรวงพระเจ้าอู่ทอง ปฐมกษัตริย์แห่งกรุงศรีอยุธยา ก่อนจัดงาน “งานอยุธยามรดกโลก”

วันนี้ (11 ม.ค. 66) ที่พระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 หรือสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง ภายในอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา นายนิวัฒน์ รุ่งสาคร ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ร่วมทำพิธีก่อนจะเริ่มการจัด “งานยอยศยิ่งฟ้า อยุธยามรดกโลก” ระหว่างวันที่ 20-29 มกราคม 2566 ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

เพื่อเฉลิมฉลองที่อุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ตั้งแต่ปี 2534 จากองค์การยูเนสโก มีการสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อเป็นการขออนุญาตสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองในการจัดงาน รวมถึงเป็นการบวงสรวงบูรพมหากษัตริย์ของกรุงศรีอยุธยา เพื่อเป็นสิริมงคลให้แก่ชาวพระนครศรีอยุธยา และได้ยึดถือปฏิบัติติดต่อกันมาเป็นประจำทุกปี

จากนั้น นางวัชราภรณ์ รุ่งสาคร นายกเหล่ากาชาดจังหวัดพระนครศรีอยุธยา นำหัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กว่า 1,800 คน สวมใส่ชุดไทย รำถวายประกอบการพิธีบวงสรวง ด้วยเพลง “ยอยศพระรามาธิบดีที่ 1” ซึ่งเป็นเนื้อเพลงบวงสรวงที่กล่าวถึงพระปรีชาสามารถของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) การกำเนิดของกรุงศรีอยุธยา ศิลปวัฒนธรรม และการทำมาค้าขายที่เจริญรุ่งเรืองในสมัยนั้น

ราชบุรีตื่นตัว! ตลาดน้ำดำเนินสะดวก เตรียมพร้อมรับนักท่องเที่ยวจีน

ผู้ประกอบการตลาดน้ำดำเนินสะดวกพร้อมรับนักท่องเที่ยวจีนเข้าประเทศสร้างงานสร้างรายได้ ในช่วงเทศกาลตรุษจีน สงกรานต์ พร้อมป้องกันตัวเองไม่หวั่นโควิค

วันนี้ (10 ม.ค. 66) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน (NHC) ได้ยกเลิกนโยบายโควิดเป็นศูนย์ (Covid Zero) โดยผู้ที่เดินทางจากต่างประเทศไม่ต้องกักตัว โดยเริ่มวันที่ 8 ม.ค.66 ที่ผ่านมา ทำให้ชาวจีนสามารถเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวประเทศไทยเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะตลาดน้ำดำเนินสะดวกที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชาวไทยและต่างประเทศเข้ามาชมวิถีชีวิตสองฝั่งคลอง ช่วงสถานการณ์โควิดที่ผ่านมา

ผู้ประกอบทั้งเรือยนต์และเรือพายจำนวนมาก ไปประกอบอาชีพอื่น เพื่อหารายได้เลี้ยงครอบครัวกระทั่งรัฐบาลได้ประกาศผ่อนปรนการเดินทางเข้าประเทศ ทำให้สถานการณ์ท่องเที่ยวจะกลับมาอีกครั้งปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวจากประเทศต่างทางยุโรปเข้ามาทำให้ทำให้ผู้ประกอบการณ์เริ่มตื่นตัวโดยเฉพาะประเทศจีนยกเลิกนโยบาย Covid Zero

ขณะนี้กลุ่มผู้ประกอบการต่างเตรียมความพร้อมในการต้อนรับนักท่องเที่ยวชาวจีนแล้ว นักท่องเที่ยวจีนมีกำลังซื้อมากจะทำให้เศรษฐกิจในตลาดน้ำดำเนินสะดวกแห่งนี้ดีขึ้นส่วนทางด้านมาตรการป้องกันโควิด-19 จะเน้นย้ำให้ผู้ประกอบการ ป้องกันตัวเองด้วยการฉีดวัคซีน ใส่หน้ากากอนามัย การล้างมือด้วยสบู่และการใช้เจลล้างมือแอลกอฮอล์ตลอดเวลา

นายแก้ว ปลั่งแสงไพฑูลย์ ประธานวิสาหกิจชุมชนตลาดน้ำเหล่าตั๊กลัก เจ้าของเรือไฟฟ้าลำแรกของตลาดน้ำดำเนินสะดวก เผยว่า ปัจจุบันสถานการณ์ท่องเที่ยวเริ่มดีขึ้น ชาวจีนที่กำลังจะเข้ามา ยังไงก็ยังดีกว่าที่เขาไม่มา เศรษฐกิจมันถดถอยมาตั้ง 3 ปีแล้ว ขณะนี้ก็เริ่มดีขึ้น สิ่งที่สำคัญต้องช่วยกันระวังสวมหน้ากากอนามัย ช่วยกันป้องกันทำให้หนักกลายเป็นเบาได้ ที่สำคัญพวกเราต้องระวังกันเอง ช่วยกันใส่หน้ากากอนามัย ล้างมือให้สะอาด จะทำให้ทุกอย่างเบาลง ถ้ากลัวเราก็เดือดร้อนแน่นอน ที่ผ่านมันเงียบสนิทกันมานาน 3 ปีมาแล้ว ช่วงนี้ก็ดีขึ้นมาแล้วถ้าจีนเข้ามาอีกก็จะดีขึ้นมาอีกอย่างแน่นอน

ไทยผลิต ปืน-กระสุน ได้มาตราฐาน ลดการซื้อของนอกที่ราคาแพงกว่า

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. 2566 พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ เยี่ยมชมแหล่งผลิต อาวุธ ยุทโธปกรณ์แห่งแรกของประเทศ ที่บริษัท เนแรค อาร์มส อินดัสตรี จำกัด เลขที่ 119 หมู่ 13 ตำบลเขาขลุง อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โดยมี พล.อ.วัฒนา นาราคาม อดีตผู้บัญชาการศูนย์อำนายการสร้างอาวุธ และที่ปรึกษาพิเศษกระทรวงกลาโหม ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท เนแรค อาร์มส อินดัสตรี จำกัด และผู้บริหารให้การต้อนรับ พร้อมร่วมประชุมหารือถึงแนวทางการส่งเสริมสนับสนุนให้บริษัทสามารถนำยุทโธกรณ์ต่าง ๆ จำหน่ายไปยังผู้ที่สนใจและเป็นไปตามข้อกฎหมายที่ถูกต้อง

พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศ อดีตผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวว่า อุตสาหกรรมเพื่อการป้องกันประเทศจำเป็นต้องเกิด เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในกับประเทศโดยเฉพาะเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกิจกรรมทางทหารของไทย โดยให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา รวมถึงการยกระดับประสิทธิภาพให้ก้าวทันเทคโนโลยี บนแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี Guideline for Defence Industrial Development Under the 20-Year National Strategy อุตสาหกรรมการป้องกันประเทศ ถือเป็นฐานรากสำคัญและเป็นหลักประกันทางด้านความมั่นคงของประเทศ

อีกทั้งยังสัมพันธ์กับห่วงโซ่เศรษฐกิจ นำสู่การขับเคลื่อนประเทศในวิถีใหม่ ซึ่งถือเป็นหลักประกันด้านความเจริญรุ่งเรืองแบบเบ็ดเสร็จ ประเทศชาติต้องอยู่รอดปลอดภัยได้ ในยามสงครามและในสภาวะวิกฤต การเตรียมความพร้อมโดยเฉพาะการฝึกซ้อมในยามสงบต้องสามารถกระทำได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเมื่อไทยสามารถผลิตอาวุธเองได้ ภายใต้มาตราฐานสากลก็จะช่วยประหยัดงบประมาณ ในการนำเข้าอาวุธยุทโธปกรณ์จากต่างประเทศได้จำนวนมาก

สำหรับบริษัท เนแรค อาร์มสอินดัสตรี จำกัด เป็นบริษัทฯ ที่ได้รับอนุญาตจากกระทรวงกลาโหม ให้ตั้งโรงงานทำ ประกอบ ซ่อมแซม หรือเปลี่ยนลักษณะอาวุธ เมื่อปี พ.ศ.2553 โดยเริ่มจากการผลิตปลอกกระสุนปืนใหญ่ต่อสู้อากาศยาน ขนาด 37 มิลลิเมตร Type 74  และ Type76 ปลอกและหัวกระสุนปืน ขนาด 45 นิ้ว ACP ปลอกกระสุนปืนใหญ่ ขนาด 105 มิลลิเมตร กระสุนปืนลูกซองครบนัด ขนาด 12 เกจ และประกอบรวมครบนัด กระสุนปืนพกทุกขนาดที่ได้รับอนุญาต ภายใต้แบรนด์ NRC และในปัจจุบัน บริษัทฯ ได้ร่วมกับหลายภาคส่วนพัฒนา วิจัย จนสามารถผลิตชนวนหัวลูกระเบิด ขนาด 120 มิลลิเมตร ส่งให้กับหน่วยงานภายในประเทศ ซึ่งถือว่าเป็นนวัตกรรมที่คนไทย สามารถผลิตได้เองและใช้งานได้จริง

ซึ่งบริษัทฯ ได้ยึดมั่นตามแนวทางดำเนินงานตามพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราชบรมนาถบพิตร เรื่องการพึ่งพาตนเอง ทั้งยังเดินตามแนว นโยบายส่งเสริมอุตสาหกรรมการป้องกันประเทศของรัฐบาล เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตราที่ 65 พึงจัดให้มียุทธศาสตร์เป็นเป้าหมายพัฒนาประเทศ เพื่อขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

‘อินโนบิก’ ผนึก ‘ฮาตาริ เน็กซ์’ จำหน่ายอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใช้ในบ้าน รองรับเทรนด์ดูแลสุขภาพง่ายๆ ด้วยตนเอง

อินโนบิก ร่วมมือกับ ฮาตาริ เน็กซ์ มุ่งนำร่องพัฒนาและจัดจำหน่าย อุปกรณ์ทางการแพทย์ แบบใช้ภายในบ้าน เพื่อให้บุคคลทั่วไปสามารถดูแลสุขภาพได้ด้วยตนเอง

บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จํากัด และ บริษัท ฮาตาริ เน็กซ์ จํากัด ร่วมเดินหน้าพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใช้ภายในบ้าน (Home-Use Medical Device) สะดวกพกพา ง่ายต่อการใช้งาน ซึ่งจะช่วยให้บุคคลทั่วไปสามารถดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองและคนในครอบครัวได้ดียิ่งขึ้น อาทิ การร่วมกันพัฒนาอุปกรณ์เครื่องตรวจวัดน้ำตาลในเลือดโดยไม่ต้องเจาะเลือด (Non-Invasive Blood Glucose Monitor) ที่เหมาะสมกับคนไทย โดยวางแผนพร้อมจําหน่ายภายในปี 2566 นอกจากนี้ ยังร่วมมือกันในการจัดจําหน่ายอุปกรณ์เครื่องคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพาแบรนด์ CMATE และเครื่องวัดความดันโลหิตแบบพกพา โดย อินโนบิก จะเป็นผู้แทนในการจัดจําหน่ายผ่านช่องทางต่างๆ ทั้งออนไลน์ ร้านขายยา และโรงพยาบาล

ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท อินโนบิก (เอเซีย) จำกัด เปิดเผยว่า “อุปกรณ์ทางการแพทย์แบบใช้ภายในบ้านถือเป็นแนวโน้มใหม่ของการป้องกันและตรวจวินิจฉัยสุขภาพเบื้องต้น โดยคาดการณ์ในอีก 5 ปีข้างหน้า ในปี 2571 จะมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 35,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จึงทำให้มีการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ออกสู่ตลาดอย่างสม่ำเสมอโดยอาศัยความรู้ทางการแพทย์ควบคู่กับเทคโนโลยีทางวิศวกรรมและการวิเคราะห์ข้อมูล (data analytic) ประกอบกับการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และความใส่ใจด้านสุขภาพของไทย ทำให้มีความต้องการอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ทันสมัย สะดวกต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น ด้วยความเชี่ยวชาญและองค์ความรู้ในการพัฒนาเทคโนโลยีอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของฮาตาริ ผนวกกับความเชี่ยวชาญด้านนวัตกรรม ความรู้ ประสบการณ์ด้านอุปกรณ์ทางการแพทย์และการดูแลรักษาสุขภาพของ

อินโนบิก จึงเกิดความร่วมมือในการพัฒนาอุปกรณ์ทางการแพทย์ แบบใช้ภายในบ้าน ที่มีระบบวิเคราะห์และประมวลผลที่แม่นยําและเข้าใจง่ายในครั้งนี้ โดยผู้ใช้สามารถตรวจประเมินสุขภาพเบื้องต้นได้ด้วยตนเองและสามารถนําข้อมูลไปปรึกษาแพทย์ได้ ตอกย้ำความมุ่งมั่น ของ อินโนบิก (เอเซีย) ที่ดำเนินธุรกิจวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต (Life Science) ยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย และลดการพึ่งพาการนําเข้า เพื่อสร้างความมั่นคงทางด้านสุขภาพ

คุณวิชัย วนวิทย์ ประธานบริษัท ฮาตาริ เน็กซ์ จำกัด กล่าวว่า “ความร่วมมือในครั้งนี้จะนำร่องด้วยการพัฒนาเทคโนโลยีอุปกรณ์เครื่องตรวจวัดน้ำตาลในเลือดโดยไม่ต้องเจาะเลือด ที่สามารถวิเคราะห์และประมวลผลลักษณะทางกายภาพของคนไทยได้อย่างแม่นยำ ตอบโจทย์การรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศ ที่ในปัจจุบันมียอดสะสมสูงถึง 4.8 ล้านคน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นชนิดที่ยังไม่ต้องฉีดอินซูลินเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด นอกจากนี้ผู้ที่มีภาวะความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวาน หรือที่เรียกว่า Pre-Diabetes คือมีช่วงค่าระดับน้ำตาลในเลือดก่อนทานอาหารอยู่ในช่วง 100-125 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จะมีแนวโน้มสูงขึ้น ถึงกว่าหลายสิบล้านคนและเพิ่มขึ้นกว่า 500,000 คนในแต่ละปี ความร่วมมือกันระหว่างบริษัท ฮาตาริ เน็กซ์ และ บริษัท อินโนบิก จะพัฒนาอุปกรณ์ดังกล่าวที่สามารถคำนวณค่าระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างแม่นยำ ผ่านระบบปัญญาประดิษฐ์อัจฉริยะ (AI) โดยจะมีขนาดเล็กและน้ำหนักเบา สะดวกต่อการพกพา ในราคาที่เข้าถึงได้ เพื่อให้ผู้ป่วยเบาหวานและผู้ที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ สามารถเข้าถึงการตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือดได้ง่ายยิ่งขึ้น สามารถดูแลสุขภาพได้ด้วยตนเอง เพื่อส่งเสริมสุขภาพที่ดีให้กับคนไทยต่อไป”

“อลงกรณ์” เปิดแผนพัฒนาโคพื้นเมืองพร้อมเปิดแข่ง ”วัวลาน” เพชรบุรีสนามแรกรับปีใหม่

เร่งตั้งสมาคมกีฬาวัวลาน เล็งสร้างสนามแข่งวัวลานมาตรฐาน จัดแข่งตลอดปี ดึงนักท่องเที่ยวไทย-เทศ เที่ยวชมกีฬาประเพณีแห่งเดียวของโลก ตั้งเป้าเพิ่มรายได้เกษตรกรอย่างยั่งยืน

เมื่อวันที่ 5 ม.ค. 2566 นายอลงกรณ์ พลบุตร ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เปิดเผยเกี่ยวกับ แผนการพัฒนาโคพื้นเมืองและกีฬาวัวลานสำหรับปี 2566 ว่า ภายหลังจากการจัดประชุมรวมพลคนปศุสัตว์ หารือระหว่างกรมปศุสัตว์ จังหวัดเพชรบุรี ส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและกลุ่มผู้เลี้ยงโคพื้นเมืองและวัวลานในจังหวัดเพชรบุรีครั้งที่ 1 เมื่อปลายปีที่ผ่านมา เพื่อรับฟังปัญหาและร่วมวางแนวทางการพัฒนาโคพื้นเมือง และการแข่งขันวัวลานกีฬาประเพณีพื้นบ้าน

ในปีนี้ กรมปศุสัตว์โดยสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดเพชรบุรี มีแผนดำเนินการพัฒนาโคพื้นเมืองและวัวลานภาคตะวันตกอย่างเป็นระบบครบวงจร ตั้งแต่การพัฒนาสายพันธุ์ การพัฒนาฟาร์ม การป้องกันโรค การยกระดับปศุสัตว์แปลงใหญ่ การอนุรักษ์พันธุ์โคพื้นเมือง การขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ซึ่งเป็นอัตตลักษณ์ของเพชรบุรี การส่งเสริมประเพณีการประกวดวัวสวยงาม วัวเทียมเกวียนและการแข่งขันวัวลาน การพัฒนาตลาดเพื่อยกระดับราคา

ทั้งนี้ จะจดทะเบียนเป็นสมาคมกีฬาวัวลาน พร้อมกับสร้างสนามกีฬาแข่งวัวลานที่เป็นมาตรฐาน เช่นเดียวกับสนามม้าแข่งในประเทศไทยและในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกที่มีระเบียบและกฎหมายรองรับ และจะเปิดให้นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างประเทศ เข้าชมวัวลานกีฬาประเพณีวิถีไทยในรูปแบบเกษตรท่องเที่ยว เป็นการสร้างภาพลักษณ์และชื่อเสียงให้กับวัวลานเพชรบุรี ซึ่งถือเป็นต้นตำรับประเพณีการแข่งวัวลานในประเทศไทย รวมทั้ง การส่งเสริมวัวเทียมเกวียน การประกวดพันธ์ุวัวและวัวสวยงาม โดยมีศูนย์เทคโนโลยีเกษตรและนวัตกรรมจังหวัดเพชรบุรี (ศูนย์AIC มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี) และหน่วยงานเกี่ยวข้องให้การสนับสนุนส่งเสริมด้านการวิจัยพัฒนาและต่อยอด

โรงจำนำนครสวรรค์ สำรองเงิน 400 ล้าน รับปีใหม่

(27 ธ.ค.65) สถานธนานุบาล (โรงรับจำนำ) นครสวรรค์ เขตเทศบาลนครนครสวรรค์ อำเภอ จังหวัดนครสวรรค์ สำรองเงินช่วงเทศกาลปีใหม่ 400 ล้านบาท พร้อมปรับอัตราดอกเบี้ย เงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท ไม่คิดอัตราดอกเบี้ยใน 3 เดือนแรก ทั้งนี้เพื่อต้องการช่วยเหลือประชาชนไว้ใช้จ่าย และเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยทองคำยังคงเป็นสิ่งของรับจำนำสูงสุดเกือบ 100%

นายจิรวัฒน์ ชูทอง ผู้จัดการสถานธนานุบาล 3 นครสวรรค์ บอกว่า โรงรับจำนำทั้ง 3 แห่ง ของเทศบาลนครนครสวรรค์ มีเงินสำรองไว้ให้ประชาชนรวมกัน 400 ล้านบาท เพื่อไว้ให้ประชาชนใช้จ่ายช่วงปีใหม่ หากนำของมาจำนำเงินต้นไม่เกิน 5,000 บาท ยังฟรีดอกเบี้ยในช่วง 3 เดือนแรก  หลังจากนั้นก็จะคิดดอกเบี้ยเพียง 0.25 บาท/เดือน ส่วนเงินต้นตั้งแต่ 5,001 บาทขึ้นไป คิดดอกเบี้ยร้อยละ 1 บาท/เดือนเท่านั้น

(ปทุมธานี) รมช. เกษตรชวนเที่ยวงาน 'เทศกาลโคนมแห่งชาติ 20-29 ม.ค. ปี 66' ที่ จ.สระบุรี

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2565 เวลา 13.30 น. ที่องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย ตำบลคลองหนึ่ง อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายสมพร ศรีเมือง ผู้อำนวยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ร่วมแถลงข่าวเตรียมจัดงาน 'เทศกาลโคนมแห่งชาติ ประจำปี 2566' อย่างยิ่งใหญ่ เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ทรงพระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมแก่เกษตรกรไทย และชูศักยภาพการเป็นผู้นำด้านอุตสาหกรรมนมของอาเซียน พร้อมจัดเสวนาถกสถานการณ์อุตสาหกรรมโคนม ภายใต้วิกฤติโลกและแนวทางการปรับตัวของภาคเกษตรกรในอนาคต พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด 'โยเกิร์ตอบกรอบ โพรไบโอ ตราไทย-เดนมาร์ค' ที่เตรียมออกตีตลาดในปีหน้า

นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า เพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (ในหลวงรัชกาลที่ 9) ที่พระองค์ได้พระราชทานอาชีพการเลี้ยงโคนมให้แก่ปวงชนชาวไทย และแสดงความก้าวหน้าของวิทยาการด้านการเลี้ยงโคนม รวมถึงอุตสาหกรรมโคนมของประเทศ ตลอดจนเผยแพร่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ไปสู่เกษตรกร

โดยกิจกรรมจัดขึ้นระหว่างวันที่ 20-29 มกราคม 2566 ณ ฟาร์มโคนมไทย-เดนมาร์ค บริเวณเขาตาแป้น อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี โดยปีนี้จะจัดขึ้นภายใต้แนวคิด 'พัฒนาอุตสาหกรรมโคนมเพื่อชีวิตที่ดีกว่า' สำหรับการจัดงานเทศกาลโคนมฯ เกิดจากรัฐบาลได้มีมติให้วันที่ 17 มกราคมของทุกปีเป็นวันโคนมแห่งชาติ จากนั้นมาวันโคนมแห่งชาติจึงถือเป็นวันสำคัญยิ่งต่ออาชีพการเลี้ยงโคนมในประเทศไทย

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดย อ.ส.ค.ได้จัดกิจกรรมเฉลิมฉลองขึ้นเป็นประจำทุกปีอย่างยิ่งใหญ่ โดยปี 2566 นี้ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดงาน พร้อมทั้งจะเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรนิทรรศการต่าง ๆ ภายในบริเวณงานในวันที่ 20 มกราคม 2566

ปัจจุบันอุตสาหกรรมโคนมไทยมีความก้าวหน้าเป็นลำดับ โดยประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นศูนย์กลางข้อมูลอุตสาหกรรมนมของอาเซียน กระทรวงเกษตรฯ ได้ให้การส่งเสริมโคนมอาชีพพระราชทาน และพัฒนาศักยภาพการเลี้ยงโคนมให้กับเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง จนเกิดความมั่นคง เข้มแข็งในอาชีพ

‘ศักดิ์สยาม’ ตั้งเป้า 3 ปี ไทยเป็นฮับในอาเซียน ถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีระบบราง

เมื่อไม่นานมานี้ (15 ธ.ค. 65) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยภายหลังเป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามข้อตกลงความร่วมมือ ‘ผนึกกำลังพันธมิตรพัฒนาเทคโนโลยีระบบรางของภูมิภาค’ ระหว่างสถาบันวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีระบบราง (องค์การมหาชน) และกลุ่มธุรกิจระบบรางฝรั่งเศส โดยการสนับสนุนของสถานเอกอัครราชทูตฝรั่งเศส ว่า การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ ไม่มีกำหนดกรอบระยะเวลา เป็นการต่อยอดความร่วมมือการผนึกกำลังพัฒนาศักยภาพบุคลากร เทคโนโลยี และนวัตกรรม ระหว่างสถาบันวิจัยฯ และกลุ่มอุตสาหกรรมระบบรางจากประเทศฝรั่งเศส 5 บริษัท โดยเป็นบริษัทที่มีความรู้ด้านเทคโนโลยีระบบราง ซึ่งเป็นที่ยอมรับในระดับโลก

นายศักดิ์สยาม กล่าวอีกว่า ความร่วมมือนี้จะทำให้เกิดการทำงานร่วมกันที่เป็นรูปธรรมเรื่องต่าง ๆ ได้แก่

1.การสร้างสถาบันพัฒนาบุคลากรระบบราง ที่เป็นกลไกการพัฒนาบุคลากรระบบราง ทั้งระดับช่างเทคนิคทักษะสูง และระดับวิศวกรผู้เชี่ยวชาญ โดยร่วมกับสถาบันและหน่วยงานเครือข่าย เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้อง

2.การสร้างความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนฝรั่งเศส และภาคเอกชนไทย เพื่อสร้างอุตสาหกรรมการผลิตชิ้นส่วนระบบรางภายในประเทศ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของนโยบาย Thai First ของกระทรวงคมนาคม โดยไม่เพียงแค่ผลิตได้ แต่คาดหวังให้เกิดผู้ประกอบการไทยที่มีความเข้มแข็ง สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้

และ 3.การวิจัยและพัฒนาร่วมกัน และถ่ายทอดเทคโนโลยีและนวัตกรรมระบบรางชั้นแนวหน้าระหว่างกลุ่มธุรกิจระบบรางชั้นนำของฝรั่งเศส และเครือข่ายการวิจัยและพัฒนาของประเทศไทย เพื่อส่งเสริม และผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง (ฮับ) การถ่ายทอด และการสร้างเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภูมิภาคอาเซียนภายใน 2-3 ปีหลังจากนี้

คลังเปิดผลลงทะเบียน 'บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ' รอบใหม่

นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากการประกาศผล “สถานะการลงทะเบียน” ของโครงการลงทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐ ปี 2565 เมื่อวันศุกร์ที่ 25 พฤศจิกายน 2565 ซึ่งเป็นข้อมูลของผู้ที่ลงทะเบียนและมีการแก้ไขข้อมูลในระหว่างวันที่ 5 กันยายน – 17 พฤศจิกายน 2565

โดยมีผู้ลงทะเบียนที่มีสถานะแสดงข้อความว่า “กระทรวงการคลังได้รับข้อมูลการลงทะเบียนของท่านครบถ้วนแล้ว” จำนวนทั้งสิ้น 21,016,770 ราย ผู้ลงทะเบียนที่มีสถานะแสดงข้อความว่า “สถานะการลงทะเบียนไม่สมบูรณ์” เนื่องจากข้อมูลของผู้ลงทะเบียนไม่ตรงตามฐานข้อมูลของกรมการปกครอง จำนวนทั้งสิ้น 1,386,423 ราย (คิดเป็นร้อยละ 6.60 ของผู้ลงทะเบียนที่มีข้อมูลครบถ้วนแล้ว)

ทั้งนี้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้ลงทะเบียนกลุ่มดังกล่าว ที่มีการยื่นเอกสารครบถ้วนแต่ยังคงมีสถานะการลงทะเบียนไม่สมบูรณ์ รวมถึงเพื่อให้มีการตรวจสอบความถูกต้อง และความเป็นปัจจุบันของข้อมูลให้ได้มากที่สุด คณะกรรมการประชารัฐสวัสดิการเพื่อเศรษฐกิจฐานราก และสังคมในฐานะหน่วยงานที่รับผิดชอบหลักในโครงการฯ

จึงให้มีการตรวจสอบข้อมูลของผู้ลงทะเบียนที่มีสถานะการลงทะเบียนไม่สมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง โดยผู้ลงทะเบียนกลุ่มดังกล่าวสามารถตรวจสอบสถานะการลงทะเบียนได้อีกครั้งในวันอังคารที่ 20 ธันวาคม 2565 ที่หน่วยงานรับลงทะเบียนทั่วประเทศหรือตรวจสอบได้ด้วยตัวเองผ่านเว็บไซต์กระทรวงการคลัง

'ประภัตร' เปิด 'ศูนย์รวมและกระจายการขนส่งสินค้าเกษตรทางราง ศรีสำราญ' เพิ่มช่องทางขนส่งสินค้าเกษตรจากสุพรรณบุรี เชื่อมทุกภูมิภาค

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.นายประภัตร โพธสุธน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานพิธีเปิด 'ศูนย์รวมและกระจายการขนส่งสินค้าเกษตรทางราง ศรีสำราญ' พร้อมด้วย ผู้ว่าราชการจังหวัดสุพรรณบุรี ผู้แทนจากบริษัท ไทยเรล โลจิสติกส์ จำกัด และการรถไฟแห่งประเทศไทย ณ ที่หยุดรถศรีสำราญ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี

มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มช่องทางการขนส่งสินค้า ผ่านระบบรางให้เกษตรกรและผู้ประกอบการด้านสินค้าเกษตร ช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ประหยัดระยะเวลาและเพิ่มความปลอดภัยในการขนส่งสินค้า ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ชาติ ในการพัฒนาและยกระดับการขนส่งทางราง

รัฐบาล อวดภาพรวม นโยบายแก้หนี้ครัวเรือน ยัน เดินหน้าต่อ เพื่อ ศก.ภาพรวม

เมื่อวันที่ 19 ธ.ค.นายธนกร วังบุญคงชนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการดำเนินการ “ปี 2565 ปีแห่งการแก้หนี้” ภายใต้นโยบายของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ให้ทุกส่วนราชการ สถาบันการเงินภาครัฐและเอกชน ร่วมแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนให้ได้อย่างจริงจังนั้น ทำให้สถานการณ์หนี้ครัวเรือนไทยปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุดพบว่า สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP ในไตรมาส 2 ปี 2565 เหลือ 88.2%  ลดลงจากไตรมาส 1 ปี 2565 ที่ 89.1% และไตรมาส 4 ปี 2564 ที่สัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP สูงถึง 90% โดยหนี้ครัวเรือน 4 อันดับแรกยังคงเป็น 1.) เงินกู้เพื่อซื้อที่อยู่อาศัย ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 34.6 ของหนี้ครัวเรือนรวม 2.) เงินกู้เพื่อการบริโภคอุปโภคส่วนบุคคลสัดส่วนร้อยละ 28.0 ของหนี้ครัวเรือนรวม 3.) เงินกู้เพื่อการประกอบธุรกิจ สัดส่วนร้อยละ 18.2 ของหนี้ครัวเรือนรวม และ 4.) เงินกู้เพื่อซื้อหรือเช่าซื้อรถยนต์/ รถจักรยานยนต์ สัดส่วนร้อยละ 12.3 ของหนี้ครัวเรือนรวม

นายธนกร กล่าวว่า รัฐบาลแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนผ่านมาตรการต่าง ๆ ได้แก่

1.) การแก้ปัญหาหนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) โดยปฏิรูปรูปแบบการชำระหนี้ อาทิ การปรับปรุงรูปแบบการจ่ายชำระหนี้คืน จากรายปีเป็นรายเดือน ชำระคืนค่างวดแบบเฉลี่ยเท่ากันทุกเดือน ขยายระยะเวลาการผ่อนชำระจาก 15 ปี เป็น 25 ปี  ปรับปรุงลำดับการตัดชำระหนี้ โดยนำไปตัดเงินต้นก่อน แล้วจึงตัดดอกเบี้ย ปรับลดอัตราดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ เหลือร้อยละ 2 ต่อปี เป็นต้น

2.) การแก้ปัญหาหนี้เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ เช่น การประกาศกรอบอัตราค่าใช้จ่ายในการทวงถามหนี้ ที่ช่วยคุ้มครองลูกหนี้ไม่ให้ถูกเรียกเก็บเงินในการทวงถามหนี้เกินความจำเป็น

3.) การแก้ปัญหาหนี้สินข้าราชการโดยเฉพาะข้าราชการครู ยุบยอดหนี้โดยใช้ทรัพย์สินและรายได้ของครูในอนาคต เพื่อให้ยอดหนี้ลดลงและสามารถชำระคืนได้จากเงินเดือน การปรับดอกเบี้ยเงินกู้ให้ลดลงเหลือไม่เกินร้อยละ 5

4.) หนี้สินข้าราชการตำรวจ การขอความร่วมมือสหกรณ์ออมทรัพย์ตำรวจเช่วยเหลือสมาชิกสหกรณ์ ในช่วงสถานการณ์โควิด 19 พักชำระหนี้เงินต้น ปรับลดอัตราการถือหุ้นรายเดือน จัดทำโครงการปล่อยเงินกู้ระยะสั้นดอกเบี้ยต่ำ และการลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้

5.) การปรับลดและทบทวนโครงสร้างและเพดานอัตราดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม และการออกมาตรการคุ้มครองสิทธิ์ของลูกหนี้ กระทรวงการคลังปรับลดเพดานเงินกู้สินเชื่อ PICO Finance เหลือร้อยละ 33 จากร้อยละ 36 ธปท. สนับสนุนการรีไฟแนนซ์และการรวมหนี้

และ 6.) การปรับปรุงขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรม มีการจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางธุรกิจและการเงิน เน้นไกล่เกลี่ยข้อพิพาทผ่านระบบออนไลน์ โดยประชาชนสามารถยื่นคำร้องด้วยตนเองหรือผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์

ก้าวต่อไม่หยุดยั้ง NRPT เดินหน้าสร้างโรงงานผลิต Plant based กำลังผลิต 3,000 ตันต่อปี ใหญ่สุดในเอเชียแปซิฟิก

NRPT เดินหน้าสร้างโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืชครบวงจร Plant & Bean (Thailand) ใหญ่สุดในเอเชียแปซิฟิก

Nuovo Plus - Gotion ร่วมทุนสร้างโรงงานผลิตชุดแบตเตอรี่ ดันไทยสู่ผู้นำด้านแบตเตอรี่ของอาเซียน

เมื่อวานนี้ (15 ธันวาคม 2565) บริษัท นูออโว พลัส จำกัด (Nuovo Plus) บริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท อรุณ พลัส จำกัด (Arun Plus) และบริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) (GPSC) บรรลุข้อตกลงร่วมกับ Gotion Singapore Pte. Ltd. (Gotion) บริษัทในกลุ่มของ Gotion High-tech Co., Ltd. จัดตั้งบริษัทร่วมทุนภายใต้ชื่อบริษัท เอ็นวี โกชั่น จำกัด (NV Gotion) ด้วยทุนจดทะเบียนไม่เกิน 600 ล้านบาท ในสัดส่วนการลงทุน 51% และ 49% ตามลำดับ เพื่อดำเนินธุรกิจนำเข้า ประกอบ และจัดจำหน่ายโมดูลแบตเตอรี่และชุดแบตเตอรี่สำหรับระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage) และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) พร้อมส่งมอบแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคุณภาพสูงสู่ตลาดภายในปี 2566 ด้วยกำลังการผลิตเริ่มต้น 1 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี และขยายกำลังการผลิตเป็น 2 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ภายในปี 2568

ดร. บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และประธานกรรมการ บริษัท นูออโว พลัส จำกัด เปิดเผยว่า การผลิตแบตเตอรี่เพื่อระบบกักเก็บพลังงานและยานยนต์ไฟฟ้าถือเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและยานยนต์ไฟฟ้า การร่วมทุนจัดตั้ง NV Gotion ครั้งนี้ เป็นไปตามทิศทางกลยุทธ์การลงทุนธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตของกลุ่ม ปตท. เพื่อเร่งสร้าง Energy Storage and EV Value Chain ให้ครอบคลุมในทุกมิติ ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ การผสานความเชี่ยวชาญจาก Nuovo Plus และ Gotion ทั้งในด้านของการวิจัยพัฒนา ศักยภาพการผลิตแบบแข่งขันได้ การบริการด้านเทคนิคจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งเป็นเจ้าของเทคโนโลยีโดยตรง และการให้บริการแบบครบวงจรในประเทศไทย จะทำให้สามารถส่งมอบประสบการณ์การใช้งานแบตเตอรี่ที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากลสู่ลูกค้าอุตสาหกรรมในไทยและอาเซียน โดย NV Gotion จะเริ่มก่อสร้างโรงงานประกอบชุดแบตเตอรี่ขนาด 2 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) คาดว่าจะสามารถผลิตและส่งมอบแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนคุณภาพสูงแก่ตลาดได้ภายในไตรมาส 4 ของปี 2566 นับเป็นการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี และผลักดันเป้าหมาย Net Zero ของประเทศจากทุกภาคส่วนร่วมกัน


© Copyright 2022, All rights reserved. Klang Time Thailand
Take Me Top