Wednesday, 29 May 2024
Klang Time Team

กระทรวงดิจิทัลฯ โดย ดีป้า ปักหมุดจังหวัดสิงห์บุรี สานต่อกิจกรรมจัดแสดงเทคโนโลยีดิจิทัล ครั้งที่ 2

วันที่ 31 มีนาคม 2566, จังหวัดสิงห์บุรี - กระทรวงดิจิทัลฯ โดย ดีป้า ปักหมุดจังหวัดสิงห์บุรี สานต่อกิจกรรมจัดแสดงเทคโนโลยีดิจิทัล ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการ Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่ (ขยายผล) เร่งส่งเสริมพ่อค้าแม่ค้า หาบเร่ แผงลอย และเอสเอ็มอีไทยในจังหวัดและพื้นที่ใกล้เคียงสามารถยกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

 

นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานเปิดกิจกรรมจัดแสดงเทคโนโลยีดิจิทัล ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการ Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่ (ขยายผล) โดยมี นายสุพจน์ ยศสิงห์คำ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ผศ.ดร.ณัฐพล นิมมานพัชรินทร์ ผู้อำนวยการใหญ่

 

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ผู้บริหารและผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ผู้ประกอบการ รวมถึงประชาชนที่สนใจในจังหวัดสิงห์บุรีและพื้นที่ใกล้เคียงร่วมกิจกรรมโดยพร้อมเพรียง

 

นายชัยวุฒิ เปิดเผยว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ส่งผลให้ผู้บริโภคคุ้นชินกับการใช้เทคโนโลยีมากขึ้นและกลายเป็นชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ภาคธุรกิจจึงจำเป็นต้องหาแนวทางการเข้าถึงผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายในทุกช่องทาง

 

ซึ่งปัจจุบันการซื้อขายผ่านอินเทอร์เน็ตเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยขยายตัวสูงถึง 155% ด้วยปัจจัยดังกล่าว กระทรวงดิจิทัลฯ โดย ดีป้า จึงให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะดิจิทัลเพื่อให้ผู้ประกอบการทุกระดับ โดยเฉพาะผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

 

รวมถึงผู้ประกอบการรายย่อยสามารถเข้าถึงและประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาช่วยยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจ ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ ขยายช่องทางการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค และสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเข้มแข็งในยุคดิจิทัลผ่านโครงการ Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่ ที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2565 และขยายผลต่อเนื่องในปี 2566

 

“สิงห์บุรีเป็นหนึ่งในพื้นที่นำร่องโครงการ Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่และได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยตลาดสดเทศบาลเมืองสิงห์บุรี ถือเป็นแหล่งเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เป็นศูนย์กลางอาหารและสินค้าอุปโภคบริโภค หากพ่อค้าแม่ค้า หาบเร่ แผงลอยสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัล มีทักษะและประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์จะสามารถเพิ่มศักยภาพการดำเนินธุรกิจในยุคชีวิตวิถีใหม่ที่มีเทคโนโลยีดิจิทัลเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจ และช่วยให้ผู้ประกอบการสร้างโอกาสใหม่ ๆ ด้านการตลาด ลดต้นทุน เพิ่มรายได้ มีช่องทางเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น อีกทั้งยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันได้อีกด้วย” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลฯ กล่าว

 

ด้าน ผศ.ดร.ณัฐพล กล่าวว่า ปี 2566 ดีป้า ได้จัดทำโครงการ Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่ (ขยายผล) เพื่อต่อยอดการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล สร้างสังคมคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ผลักดันให้ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมและภาคการเกษตรของไทยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการลดต้นทุนการผลิตสินค้าและบริการ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ พัฒนาศักยภาพไปสู่การแข่งขันรูปแบบใหม่ในระยะยาว ผ่านการจัดกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง

.

สำหรับ กิจกรรมจัดแสดงเทคโนโลยีดิจิทัล ครั้งที่ 2 ภายใต้โครงการ Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่ (ขยายผล) ณ จังหวัดสิงห์บุรี จะเป็นการจัดกิจกรรมต่อเนื่อง 2 วัน (30-31 มีนาคม) โดยวันแรกเป็นกิจกรรมอบรม เชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาทักษะให้ผู้ประกอบการในหัวข้อ “ติดปีก SMEs ขับเคลื่อนธุรกิจด้วยดิจิทัล” ให้ความรู้

 

ด้านการทำตลาดออนไลน์ และการใช้งานแอปพลิเคชัน Canva บนมือถือ ณ ห้องประชุมทองแสงใหญ่ ศาลากลาง อำเภอเมือง ส่วนวันที่สองเป็นการจัดแสดงเทคโนโลยีดิจิทัล พร้อมเวทีเสวนาและกิจกรรมจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการในพื้นที่และผู้ให้บริการดิจิทัล ณ ตลาดสดเทศบาลสิงห์บุรี พ.ศ.2560 เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นผู้ประกอบการได้ครอบคลุมทุกกลุ่ม

 

“ดีป้า มองว่า ผู้ประกอบการในจังหวัดสิงห์บุรีจะใช้โอกาสจากกิจกรรมจัดแสดงเทคโนโลยีดิจิทัล ภายใต้โครงการ Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่ (ขยายผล) ครั้งนี้เพื่อยกระดับและพัฒนาทักษะ องค์ความรู้ สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีดิจิทัลที่หลากหลาย และเลือกประยุกต์ใช้ได้อย่างเหมาะสมเพื่อเสริมประสิทธิภาพให้กับธุรกิจของตนเองให้สามารถแข่งขันได้ อีกทั้งเป็นการเตรียมความพร้อมประเทศไทยให้ก้าวสู่สังคมไร้เงินสดอย่างเต็มรูปแบบต่อไป” ผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า กล่าว

 

ด้าน นายสุพจน์ กล่าวว่า สิงห์บุรีเป็นหนึ่งในจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ และนับเป็นแหล่งผลิตด้านประมงน้ำจืดที่สำคัญจังหวัดหนึ่งในภาคกลาง เนื่องจากมีแม่น้ำสำคัญไหลผ่านจังหวัด 3 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย และแม่น้ำลพบุรี รวมทั้งคลองชลประทานและห้วยหนองคลองบึงขนาดเล็กอีกจำนวนมาก นำไปสู่การเป็นแหล่งผลิตปลาช่อนแม่ลาที่มีชื่อเสียง นอกจากนี้ การท่องเที่ยวของสิงห์บุรียังมีศักยภาพในการดึงดูดนักท่องเที่ยวและมีรายได้จากการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากงานประจำจังหวัด เช่น เทศกาลกินปลา

 

“การที่จังหวัดสิงห์บุรีมีส่วนร่วมในกิจกรรมจัดแสดงเทคโนโลยีดิจิทัล โครงการ Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่ (ขยายผล) จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในพื้นที่ในด้านขององค์ความรู้ ความเข้าใจ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะพ่อค้า แม่ค้า หาบเร่ แผงลอย สามารถเพิ่มโอกาสในการค้าขายและการให้บริการรูปแบบใหม่ ๆ ตามเทรนด์ผู้บริโภคยุคใหม่ และจะส่งผลให้ภาพรวมเศรษฐกิจของจังหวัดเติบโตอย่างมั่งคั่งยั่งยืนต่อไป” ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี กล่าว

 

สำหรับกิจกรรมจัดแสดงเทคโนโลยีดิจิทัล โครงการ Transform ตลาดสดยุควิถีใหม่ (ขยายผล) จะจัดขึ้นในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ อาทิ พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี สิงห์บุรี ชลบุรี ระยอง นครราชสีมา มหาสารคาม ขอนแก่น เชียงราย เชียงใหม่ ราชบุรี ประจวบคีรีขันธ์ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต และสงขลา ตั้งแต่เดือนมีนาคม - สิงหาคม 2566

 

โดยผู้สนใจสามารถติดตามข้อมูลข่าวสารและรายละเอียดได้ที่ : www.transformmarket.com

 

หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ LINE OA : Transform Marketing

 

 

ขออาสา พัฒนาปทุมธานี พร้อมลุยแก้ปัญหาน้ำท่วม ถนนทุกสายต้องปลอดภัย มีไฟส่องสว่าง

วันที่ 30 มีนาคม 2566 เวลา 14.30 น.ผู้สื่อข่าวรายงานจากบางกอก อารีน่า เขตหนองจอก กทม.นายเสวก ประเสริฐสุข ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต.1 ปทุมธานี หัวหน้าทีมพลังประชารัฐ พัฒนาปทุมธานี พร้อมด้วย

 

-นายนพดล ลัดดาแย้ม ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต.2

-ดร.ปรีชาชื่น ชนกพิบูล ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต.3 ปทุมธานี

-นายยุทธวัฒน์ หาญเกียรติกล้า ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต.4

-นายวิรัช พยุงวงษ์ ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต.5

-ดร.เกียรติศักดิ์ ส่องแสง ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต.6

-น.ส กฤษณา วงศ์คำ ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต.7 ร่วมเปิดตัวว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 400 คน และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ 92 คน

 

และเปิดนโยบายพรรค นำโดย พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพปชร.พร้อมคณะกรรมการบริหารพรรค นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล และแกนนำภาค ร่วมงานพร้อมเพรียง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเริ่มกิจกรรม เจ้าหน้าที่ได้เปิดให้ว่าที่ผู้สมัครส.ส.ลงทะเบียนและรับคู่มือชี้แจงขั้นตอนการเตรียมเอกสมัคร และข้อห้ามในการหาเสียง

 

ขณะที่บรรยากาศในงาน ได้เปิดวิดีทัศน์การลงพื้นที่ของ พล.อ.ประวิตร ในการปราศรัยช่วยว่าที่ผู้สมัครของพรรค ให้กองเชียร์ที่เดินทางมาจากทุกภาคและใน กทม.เต็มความจุอัฒจันทร์ รับชม ก่อนที่พิธีกรได้เปิดตัวผู้สมัคร ส.ส. เป็นรายภาค ให้เดินทักทายและถ่ายรูปกับกองเชียร์ ที่ถือป้ายไฟส่งเสียงต้อนรับว่าที่ผู้สมัครอย่างสนุกสนาน ผู้สื่อข่าวรายงาน สำหรับนโยบายพรรค พปชร.จะมุ่งฟื้นเศรษฐกิจและแก้ไขปัญหาครบทุกมิติให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วย “นโยบาย 3 เร่งด่วน 8 เร่งรัด”

 

โดย 3 นโยบายเร่งด่วน ได้แก่

1. แก้หนี้ประชาชน ผู้ประกอบการให้เบ็ดเสร็จ เติมทุนด้วยวิธีใหม่ ควบคู่สร้างโอกาสใหม่ โดยทำทันที

 

2. ดูแลสวัสดิการ เสริมทักษะ ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ

 

3.การยกระดับคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย

 

ต่อมาผู้สื่อข่าวได้สอบถาม ดร.ปรีชาชื่นชนกวิบูล ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต.3 จังหวัดปทุมธานีที่มาร่วมงานเปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 400 เขต พรรคพลังประชารัฐ โดยได้กล่าวเพิ่มเติมกับผู้สื่อข่าวว่า วันนี้ได้มาร่วมเปิดตัวกับทีมงานว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชารัฐจังหวัดปทุมธานี ทั้ง 7 คน 7 เขต อย่างเป็นการ

 

นำโดยนายเสวก ประเสริฐสุข หัวหน้าทีม “พลังประชารัฐ พัฒนาปทุมธานี“ บรรยากาศโดยรวมเป็นไปด้วยความคึกคักมีบรรดาผู้สมัครทั้ง 400 เขตพร้อมด้วยกองเชียร์มากันมากมาย เต็มพื้นที่ประมาณเกือบ 3,000 กว่าคนและ สุดท้ายนี้ขอฝากทีมงานพลังประชารัฐ ปทุมธานีทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเขต 1 ถึงเขต 7 เลือกพลังประชารัฐพัฒนปทุมธานี (ยกทีม)

 

ต่อไปนี้ปทุมธานีน้ำจะไม่ท่วมและอำเภอคลองหลวง เขตที่ผมอยู่ ถนนทุกสายต้องปลอดภัย มีไฟฟ้าส่องสว่างทุกพื้นที่ ฝากไว้ด้วยครับ ดร.ปรีชา ชื่นชนกพิบูล ว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต 3 ปทุมธานี

 

บิ๊กป้อม เปิดขุนพล 400 เขต เผยนโยบายแก้ไขปัญหาปากท้อง ลั่น แก้ปัญหาเศรษฐกิจ ทำได้ทันที

วันที่ 30 มีนาคม 2566  พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคพปชร.พร้อมด้วยคณะกรรมการบริหารพรรค อาทิ นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรค,นายวิรัช รัตนเศรษฐ รองหัวหน้าพรรค,นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรค นายสกลธี ภัททิยกุล หัวหน้าทีมดูแลการเลือกตั้ง ส.ส.กทม.และแกนนำภาคร่วมงานพร้อมเพรียง และคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านต่าง ๆ  จัดกิจกรรม “เปิดตัวว่าที่ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต ทั่วประเทศ และว่าที่ผู้สมัครสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พร้อมเปิดนโยบายพรรคพลังประชารัฐ”  ร่วมกับว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. 400 เขตทั่วประเทศ และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ที่จะนำนโยบายของพรรคที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน ผ่านกลไกนโยบายที่พรรคจะนำเสนอ ทั้งทางด้านสวัสดิการประชารัฐ สังคมประชารัฐ และเศรษฐกิจประชารัฐ ที่มีเป้าหมายให้ประชาชนหลุดพ้นจากความยากจน  มั่นใจได้ว่าทุกนโยบายพร้อมทำได้ทันทีเมื่อได้เป็นรัฐบาล  ที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตครอบคลุมทุกกลุ่ม ทุกช่วงวัย ได้มีอาชีพที่มั่นคง มีรายได้ที่ยั่งยืน

 

โดย พล.อ.ประวิตร กล่าวบนเวทีว่า สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่รักทุกท่านวันนี้ ผมรู้สึก อบอุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง การเลือกตั้งในครั้งนี้พรรคพลังประชารัฐ พร้อมแล้วที่จะเข้ามารับใช้ประชาชน ผมอยากจะสื่อสารให้พี่น้องประชาชนชาวไทยทราบว่าคนไทยทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน เป็นพี่น้องร่วมชาติ ที่ผ่านมา ประเทศของเราพัฒนาได้ยาก เพราะความขัดแย้ง และความแตกแยก ผมจึงขอเชิญชวนทุกท่านร่วมใจกัน ก้าวข้ามความขัดแย้ง ด้วยความรัก ความเข้าใจเห็นอกเห็นใจ ซึ่งกันและกัน

 

"ผมพร้อม ที่จะประสานประโยชน์ กับทุกฝ่ายพร้อมที่จะนำ ความรัก ความสามัคคีมาสู่ ประเทศชาติ ของเราคนไทย ต้องรักกันสามัคคีกันเป็นหนึ่งเดียวเพื่อสร้างความสงบสุข ความเจริญรุ่งเรืองให้กับ ประเทศชาติ และประชาชน เมื่อเราก้าวข้ามความขัดแย้งได้เราก็จะมีพลัง ที่จะก้าวข้ามความยากจนไปด้วยกัน"

 

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า พี่น้องครับการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นนี้เป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญของท่านทั้งหลายที่จะให้พรรคใดมาบริหารประเทศ พรรคพลังประชารัฐได้นำเสนอนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากมายดังที่ได้รับชมในวีดิทัศน์ไป เมื่อสักครู่นี้แล้ว ทีมเศรษฐกิจของเราคิดไว้มากมาย การเลือกตั้งครั้งนี้ถ้าเราได้คะแนนมาเป็นที่หนึ่งจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ทันที ขับเคลื่อนนโยบายที่ทำไว้ ทั้งนโยบายบัตรประชารัฐ 700 บาท ต่อเดือน การลดราคาน้ำมัน ลดราคาแก๊สและลดค่าไฟฟ้า การดูแลคนไทยทุกช่วงวัย ทั้งเบี้ยประชาชน ผู้สูงอายุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป มารดาที่ตั้งท้องตั้งแต่เดือนที่ 5 จะช่วยเหลือค่าใช้จ่ายจนถึงวันคลอดและดูแล ทารกหลังคลอด จนถึง 6 ขวบ นโยบายในเรื่องน้ำ มีเราต้องไม่มีแล้ง โดยจะพัฒนาแหล่งน้ำ ระบบชลประทานแก้ปัญหา น้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำอุปโภคบริโภค น้ำเพื่อการเกษตรส่งเสริม ตนยืนยันว่ามีเราจะไม่มีแล้งอีกต่อไป ส่งเสริมสิทธิที่ดินทำกิน  มีเราต้องมีที่ดินทำกิน ถ้ามีที่ทำกินไม่มีจน จะก้าวข้ามความยากจนได้ เราจะแก้ปัญหาความยากจน ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างงาน สร้างรายได้ยกระดับ การศึกษา เศรษฐกิจฐานรากภาคอุตสาหกรรม การคมนาคมและนโยบายอื่น ๆ อีกมากมาย

 

พล.อ.ประวิตร กล่าวต่อว่า การแก้ปัญหายาเสพติด ทั้งการป้องกันปราบปรามและบำบัดฟื้นฟูอย่างจริงจังเราจะปราบปรามผู้มีอิทธิพล อาชญากรรมข้ามชาติการฉ้อโกงออนไลน์ แชร์ลูกโซ่ และหนี้นอกระบบ เราจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ประชาชนอยู่ดีกินดี และมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เราคือครอบครัวเดียวกัน เราจะรักสามัคคีกันเป็นหนึ่งเดียว 

 

“ขอให้เชื่อมั่นผม เชื่อมั่นในพรรคพลังประชารัฐ และผู้สมัครฯ ทั้ง 400 เขต และส.ส.บัญชีรายชื่อ ที่ยืนอยู่ตรงนี้ ผมขอประกาศกับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศว่าพวกเราทำได้ และพร้อมแล้วที่จะรับใช้ประชาชน พี่น้องครับวันอาทิตย์ที่ 14 พ.ค. นี้โปรดกาบัตรเลือกพลังประชารัฐ ทั้ง 2 ใบ เลือกทั้งคน เลือกทั้งพรรค เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง และก้าวข้ามความยากจนไปด้วยกัน”พล.อ.ประวิตร กล่าว

 

นอกจากนี้ ภายในงานพรรคพลังประชารัฐ ได้นำเสนอคลิปวิดีโอเกี่ยวกับนโยบายที่จะมุ่งฟื้นเศรษฐกิจและการแก้ไขปัญหาครบทุกมิติให้มีการเติบโตอย่างยั่งยืน ด้วย “นโยบาย 3 เร่งด่วน 8 เร่งรัด” โดย “3 นโยบายเร่งด่วน”ประกอบด้วย 1. แก้หนี้ประชาชน ผู้ประกอบการ ให้เบ็ดเสร็จ เติมทุนด้วยวิธีใหม่ ควบคู่สร้างโอกาสใหม่ โดยทำทันที  2. ดูแลสวัสดิการ เสริมทักษะ ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ  3. การยกระดับคุณภาพชีวิตทุกช่วงวัย 

 

และ “8 นโยบายเร่งรัด” วางรากฐานเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 1. ยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมภาคการเกษตร วิสาหกิจชุมชนเชื่อมโยงกับภาคอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว 2. ยกเครื่องภาคอุตสาหกรรมเดิม สู่เศรษฐกิจใหม่ในอุตสาหกรรม S-curve เพื่อขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม เข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และเศรษฐกิจ BCG  3. เร่งพัฒนาพื้นที่เชิงยุทธศาสตร์  ทั้ง อีอีซี และขยายพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่  4. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทุกระบบทั้งถนน ราง น้ำ และอากาศ รวมถึงพัฒนาโครงเครือข่าย 5G ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ การต่อยอดพร้อมเพย์ และเป๋าตังค์ ให้คนไทยเข้าสู่ Digital Economy อย่างแท้จริง 5. พัฒนาทรัพยากรมนุษย์รองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ทั้งระดับปวช. ปวส. ให้เรียนฟรีมีงานทำ พัฒนาแพลตฟอร์มเชื่อมแหล่งงาน เพื่อสร้างรายได้ระหว่างเรียน ส่วนแรงงานเดิมจะส่งเสริมเข้าโปรแกรมเพิ่มทักษะให้สอดรับกับอุตสาหกรรมสมัยใหม่  6. ปฎิรูประบบราชการ แก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรค เพื่อส่งเสริมให้เกิดเอสเอ็มอีที่มีความเข้มแข็ง 7. ปฏิรูประบบงบประมาณ กระจายอำนาจการปกครองส่วนท้องถิ่น สู่การพลิกฟื้นเศรษฐกิจ เพื่อเข้าสู่งบประมาณสมดุลในระยะยาว เพื่อส่งเสริมการขับเคลื่อนให้ท้องถิ่นเข้มแข็ง ที่ตอบสนองความต้องการของพื้นที่ได้อย่างตรงจุด  และ 8. ต่อต้านคอร์รัปชั่นเต็มรูปแบบ สร้างระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่ลดการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ เพิ่มโทษนักการเมืองที่ทุจริตคอร์รัปชันเป็นสองเท่า รวมถึงมีเทคโนโลยีบล็อคเชนที่จะนำมาใช้ในโครงการประมูลภาครัฐขนาดใหญ่

 

ทั้งนี้ บรรยากาศภายในงานได้มีประชาชนที่เดินทางมาจากทุกภาคและในกทม.เต็มความจุอัฒจันทร์ โดยว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ต่างเดินทักทาย และถ่ายรูปกับประชาชนที่ถือป้ายไฟส่งเสียงต้อนรับว่าที่ผู้สมัครอย่างสนุกสนาน นอกจากนี้ยังมีศิลปินดารา กลุ่มนางงาม,นายแบบ,อินฟลูเอนเซอร์จากหลากหลายอาชีพ ,LGBTQ,กลุ่มนักแข่งเกมส์ อีสปอร์ต มาร่วมรับฟังนโยบายของพรรค พปชร.ด้วย

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์

วันที่ 29 มี.ค.2566 - นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค

 

เพื่อพิจารณารายชื่อผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขต และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ว่า พรรคมีมติส่งผู้สมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตจำนวน 50 เขต โดยพรรคจะกำชับผู้สมัคร ส.ส.เรื่องการลงพื้นที่ ให้ระมัดระวังเรื่องคำพูด และการกระทำไม่ให้ผิดกฎหมายเลือกตั้ง และหากมีอะไรสงสัยให้สอบถามคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยในวันที่ 31 มี.ค. จะมีการปฐมนิเทศผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคทั้งหมด

 

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีข้อกังวลเกี่ยวกับการแบ่งเขตใหม่หรือไม่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่พรรคมี ส.ส.เก่า อย่าง จ.สุพรรณบุรี นครปฐม ที่มีเขตเลือกตั้งเพิ่มขึ้น นายวราวุธ กล่าวว่า ไม่กังวล สมัยรัฐธรรมนูญปี 40 เราเคยใช้ระบบเลือกตั้งแบบบัตรสองใบมาแล้ว และจำนวนเขตเลือกตั้งคล้ายกับครั้งนี้ และผู้สมัคร ส.ส.ทั้งสองจังหวัดคุ้นเคยกับพื้นที่ดี

 

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีหลายพรรคจ้องที่จะมาแย่งที่นั่ง ส.ส.ใน จ.สุพรรณบุรี นายวราวุธ กล่าวว่า ไม่มีปัญหา ทุกพรรคหมายมั่นปั้นมือเช่นกัน แต่เราหมายมั่นใหญ่กว่า ใครอยากจะมาก็เชิญ ถ้าท่านอยากจะเอาสรรพกำลังมาเปลืองที่สุพรรณบุรีก็ไม่ว่า

 

เมื่อถามถึงหลักในการจัดทำรายชื่อผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อครั้งนี้อย่างไร นายวราวุธ กล่าวว่า สำหรับการจัดลำดับ เราดูทั้งในเชิงพื้นที่ ศักยภาพการทำงานให้กับพรรค สัดส่วนของสุภาพสตรีและบุรุษ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมทางเพศ จะเห็นว่าใน 10 อันดับแรก มีสุภาพสตรีถึง 40% สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการเดินหน้าไปด้วยกัน ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

 

ถามว่า มองอย่างไรกับที่บางพรรคแคนดิเดตนายกฯ ไม่ได้ลงสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. นายวราวุธ กล่าวว่า เป็นสิทธิของแต่ละพรรคที่จะพิจารณา แต่ละพรรคจะมีแนวคิดต่างกัน เป็นความสมัครใจ ไม่มีกฎหมายบังคับเอาไว้ แต่ในส่วนของ ชทพ.แคนดิเดตนายกฯและผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 คือ คนๆ เดียวกัน

 

เมื่อถามว่า จะแก้รัฐธรรมนูญให้ผู้ที่จะมาเป็นนายกฯ จะต้องมาจากการเลือกตั้งเพื่อให้ยึดโยงกับประชาชนหรือไม่ นายวราวุธ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวคงไม่ใช่หน้าที่ของตนเอง หรือใครคนใดคนหนึ่ง แต่คงเป็นเสียงสะท้อนที่จะผ่านจากประชาชนมายังกลไกสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)

 

ซึ่งเป็นรูปแบบที่พรรคต้องการผลักดันให้เกิดขึ้นในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เหมือนที่เคยดำเนินการมาแล้ว

 

ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 4 ลพบุรี พรรคเสรีรวมไทย ออกติดตั้งป้ายแนะนำตัว ขอคะแนนเสียง

วันที่ 28 มี.ค. 66 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ยิ่งวันใกล้รับสมัครรับการเลือกตั้งเข้ามาทุกที ว่าที่ผู้สมัคร พรรคเสรีรวมไทย จังหวัดลพบุรี เขต 4 อย่าง พันโท ณัฐธพงษ์ บัวบาล นายทหารนอกราชการ ( ข้าราชการบำนาญ )

 

ด้วยใจรักการเมืองโดยเฉพาะ รักพรรคการเมืองอย่าง พรรคเสรีรวมไทย ไม่รองบประมาณจากพรรค ชวนเพื่อนคู่ใจออกติดตั้งป้ายพรรค และติดป้ายแนะนำตัวของตัว ในเขต 4 แบบไม่มีกองเชียร์แต่อย่างใด ไปกับเพื่อนคู่ใจ หนึ่งคน และลูกน้องติดป้ายอีก 1 คน ช่วยกัน ติดป้ายหาแนะนำตัว

 

โดย พันโท ณัฐธพงษ์ กล่าวว่า ใกล้วันรับสมัครรับการเลือกตั้งแล้วเลยชวนเพื่อน และลูกน้องอีก 1 คน มาช่วยกันติดตั้งป้ายแนะนำตัวเอง และแนะนำพรรค เพราะรู้ว่าพรรคเราไม่ค่อยมีเงิน ดังนั้นจึงต้องออกแรงเอง ไม่อย่างนั้นสู้พรรคอื่นไม่ได้แน่นอน เพราะพรรคแต่ละพรรคในเขตนี้มีแต่พรรคที่มีตังค์ทั้งนั้นเลย

นายชัยวุฒิกล่าว

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ที่ลานตลาดนัดวันอาทิตย์ อ.เมือง จ.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รัฐมนตรีว่าการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะรองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้กล่าวปราศรัยบนเวทีของพรรค พปชร.ว่า บางคน บางพรรคยังพูดถึงโครงการเก่าในอดีต

 

โดยไม่ดูบริบทการเมือง เปลี่ยนแปลงไปหมดแล้ว ผมลงพื้นที่สงสารพี่น้องประชาชน บางพรรคยังพูดถึงกองทุนหมู่บ้านนโยบายเมื่อ 20 ปีที่แล้วซึ่งที่ตนเองได้ลงพื้นที่นั้น ประชาชนได้รับความเดือดร้อนกันมากจากกองทุนหมู่บ้าน พรรค พปชร.จะยกเลิกกองทุนหมู่บ้าน ประชาชนจะได้ไม่ต้องเป็นหนี้

 

นายชัยวุฒิกล่าวต่อว่า เพราะเป็นกองทุนที่สร้างหนี้ให้กับประชาชน จะได้ไม่ต้องสร้างหนี้ให้กับประชาชน เราต้องมองอนาคต ต้องมองนโยบายของพรรคการเมืองที่ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์ พร้อมมองว่ามีบางพรรคการเมืองได้คิดนโยบายที่ไกลเกินไป การเลือกตั้งนั้นให้มาเปลี่ยนรัฐบาล แต่อยากเปลี่ยนประเทศไทย คุณทำได้ไหม

 

“ถ้าคนเราเห็นว่าโลกที่เราอยู่มันไม่ดีและมีปัญหาแล้วอยากเปลี่ยนโลกนั้น มีแต่คนบ้าเท่านั้นเพราะโลกเปลี่ยนไม่ได้ แต่ทำให้โลกนี้ดีได้ โดยการตั้งใจทำความดี ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง แต่บางพรรคคิดไกลกว่านั้น ไกลแบบที่รู้ว่าคิดอะไร ไม่อยากเปลี่ยนรัฐบาล อยากเปลี่ยนอะไรวะ แล้วเรายอมให้มันเปลี่ยนไหม เขาปลุกระดม ให้ข้อมูลผิดๆ ทำให้คนแตกแยก ทะเลาะกัน ซึ่งนี่คือนโยบายสำคัญของพรรคพลังประชารัฐที่จะมาก้าวข้ามความขัดแย้ง” นายชัยวุฒิกล่าว

 

นายชัยวุฒิกล่าวด้วยว่า วันนี้ติดตามจากสื่อเห็นว่าโพลต่างๆ ไม่มีชื่อของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่รู้ว่าลืมใส่ หรือลุงป้อมไม่ได้จ่ายเงิน การเลือกตั้งครั้งนี้ถือเป็นครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งของพวกเรา

 

เพราะเรามีนโยบาย มีความตั้งใจที่จะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชน และเขาก็จะผลักดันให้ พล.อ.ประวิตร เป็นนายกรัฐมนตรี เพื่อนำนโยบายต่างๆ มาทำประโยชน์ให้กับประชาชน ไม่มีการสืบทอดอำนาจ ไม่มีการเอาเปรียบใคร ทุกอย่างเป็นไปตามประชาธิปไตย

 

มีมติเลือกให้ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1

เวลา 09.50 น. วันที่ 27 มี.ค.66 บรรยากาศการเคลื่อนไหวทางการเมืองในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี หลังจากที่ หลังจากที่ กกต.ประกาศกำหนดวันเลือกตั้ง วันรับสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรออกมาอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2566 ที่ผ่านมา โดยกำหนดให้วันที่ 3 เมษายน ถึงวันที่ 7 เมษายน พ.ศ.2566

 

ตั้งแต่เวลา 08.30 น. ถึงเวลา 16.30 น. เป็นวันรับสมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และ วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2566 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึงเวลา17.00 น. เป็นวันเลือกตั้ง ส่งผลให้แต่ละพรรคการเมือง ทุกจังหวัดทั่วประเทศ เริ่มมีการเคลื่อนไหวทางการเมืองกันมากขึ้นตามลำดับ

 

พรรคภูมิใจไทย เช้าวันนี้ได้มีการจัดการจัดประชุมสมาชิกพรรค เพื่อรับฟังความคิดเห็นการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนธาษฎรจังหวัดอุทัยธานี หรือ ไพรมารีโหวต (primary vote) เพื่อลงมติเลือกว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 2 เขตเลือกตั้ง ขึ้นที่บ้านดอนหมื่นแสน เลขที่ 32 หมู่ที่ 4 ตำบลหนองพังค่า อำเภอเมืองเมือง จังหวัดอุทัยธานี ประกอบด้วย เขตเลือกตั้งที่ 1 ที่มีว่าที่ผู้สมัคร คือ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และ เขตเลือกตั้ง ที่ 2 คือ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ ซึ่งบรรยากาศ เช้าวันนี้มีสมาชิกเดินทางมาเข้าร่วมประชุมกันอย่างคึกคัก

 

โดย นายยิ่งยศ สมประสงค์ ตัวแทนพรรคภูมิใจไทย เขตที่ 1 ประจำจังหวัดอุทัยธานี และเป็นประธานในที่ประชุมในครั้งนี้ เปิดเผยว่า การประชุมในครั้งนี้ จัดทำขึ้นเพื่อให้สมาชิกพรรคทำการโหวดคัดเลือกว่าที่ผู้สมัคร ส.ส. ซึ่งเป็นไปตามขั้นตอนที่ทาง กกต.ได้กำหนดให้มีการจัดทำขั้นตอนดังกล่าว

 

ซึ่งพรรคภูมิใจไทย นั้นมีสมาชิกทั้ง 2 เลือกตั้ง รวมแล้วประมาณ 1,000 กว่าคน โดยวันนี้ได้มีการเชิญตัวแทนสมาชิกพรรคทั้ง 2 เขต เข้ามาทำการไพรมารีโหวต ที่ประมาณ 147 คน นายยิ่งยศ ฯ กล่าว

 

ทั้งนี้ ผลการประชุมสมาชิกพรรคภูมิใจไทย เพื่อรับฟังความคิดเห็นการสรรหา ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนธาษฎร จังหวัดอุทัยธานี หรือ ไพรมารีโหวต (primary vote) เพื่อลงมติเลือกว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคภูมิใจไทย ทั้ง 2 เขตเลือกตั้งในครั้งนี้ สมาชิก ฯ มีมติเลือกให้ นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 1 และให้ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ เป็นว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.เขต 2

 

นายณัฐวุฒิได้แปลงเนื้อเพลงลุงตู่อยู่รวมไทยสร้างชาติ เพื่อฝากให้ 'ลุงตู่'

วันที่ 26 มี.ค.2566 - ที่สนามกีฬากลาง 1 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จ.นครปฐม พรรคเพื่อไทย (พท.) จัดปราศรัยใหญ่ นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน และหัวหน้าพรรค พท. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ผู้อำนวยการครอบครัวเพื่อไทย นายพานทองแท้ ชินวัตร บุตรชายนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.นครปฐมทั้ง 6 เขต ทั้งนี้ มีประชาชนมารอรับฟังคำปราศรัยเต็มพื้นที่

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับเวทีปราศรัยครั้งนี้ นายเศรษฐา ทวีสิน ที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัว ไม่ได้เดินทางมาร่วมด้วย โดย นพ.ชลน่าน ปราศรัยว่า หากพี่น้องชาวนครปฐมจับมือกับพรรค พท. เรามาคิดใหญ่ร่วมกัน คิดใหญ่เรื่องแรกเหตุแห่งทุกข์คือ 3 ป.เข้ามายึดอำนาจ และสืบทอดอำนาจเป็นรัฐบาลมาอีก 4 ปี รวมแล้ว 9 ปี ตนจึงอยากเชิญชวนประชาชนร่วมกันกำจัดเหตุแห่งทุกข์

 

โดยใช้โอกาสนี้เข้าคูหากาเอาเหตุแห่งทุกข์ เอาพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ออกไป หากเราไม่เอาเหตุแห่งทุกข์ออกไป ความทุกข์เราไม่เหือดหาย การเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นการตัดสินชะตาอนาคตของประชาชนและประเทศ โดยเฉพาะชาวนครปฐม

 

นายอดิศร เพียงเกษ โฆษกอดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ปราศรัยว่า ความเป็นจริง พรรค พท.เราต้องได้เป็นรัฐบาล เพราะเราได้ที่ 1 เลือกตั้งผู้ใหญ่บ้านเขาเอาที่ 1 เป็นแต่นายกรัฐมนตรีเขาเอาที่ 2 เป็น ไม่มีทางเลือกอื่นต้องสามัคคีกันเลือก พท. เราต้องแลนด์สไลด์และในอดีตที่ผ่านมาเราทำมาแล้ว วันนี้นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เลือกลูกสาวมาทำหน้าที่แทน คนนครปฐมเลือกหรือไม่ นครปฐม 6 ที่นั่งไม่ต้องเกรงใจบ้านใหญ่ ไม่ต้องมีนักเลง ระบบประชาธิปไตยเสมอภาคกัน มีสิทธิ์ลงคะแนนได้ 1 คะแนน ขอบคุณนายทักษิณที่ให้แก้วตาดวงใจมา นายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ 2 ชื่อแพทองธาร ถาเลือกเรา 2 ที่นั่งให้บ้านใหญ่ 4 ที่นั่ง เราเจ๊งเลย แต่ถ้าให้เรา 6 ที่นั่งบ้านใหญ่ศูนย์เลย

 

ขณะที่ น.ส.แพทองธาร ปราศรัยว่า พรรค พท.รู้สึกอบอุ่นมากที่พี่น้องมากันเต็มที่ขนาดนี้ แม้แดดร้อนแต่พี่น้องก็ยังมา แล้วแบบนี้คนท้อง 8 เดือนจะไม่มาได้อย่างไร วันเลือกตั้ง 14 พ.ค.ใกล้เข้ามาแล้ว ย้ำว่า หากพรรค พท.ได้เป็นรัฐบาลจะพักหนี้เกษตรกร 3 ปี ใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยด้านการเกษตร เมื่อได้ผลผลิตมากขึ้น พรรค พท.จะทำให้ผลผลิตของพี่น้องเกษตรไปทั่วโลก เราไม่สามารถแบ่งใจให้พรรคอื่นได้ เรามีแค่ประชาชนสนับสนุนเท่านั้น เราไม่มีอะไรอย่างอื่นเลย วันนี้มาขอให้พี่น้องช่วยหันเลือก พท.ให้แลนด์สไลด์ทั้งนครปฐมได้หรือไม่ หากเราได้เบอร์เมื่อไหร่เราจะกลับมาบอกอีกครั้งและขอให้เลือกพรรค พท.ให้แลนด์สไลด์ทั้งนครปฐม

 

ด้าน นายณัฐวุฒิ ปราศรัยว่า แต่ก่อนบนอะไรจะบนด้วยหัวหมู แต่ตอนนี้เหลือแค่แคปหมู ในยุคพล.อ.ประยุทธ์ เจ้าที่ยังกินไม่อิ่ม การเลือกตั้งครั้งนี้ต้องทำให้นครปฐมเป็นจังหวัดที่เลอฆ่าพล.อ.ประยุทธ์ให้ได้ ไม่ใช่ฆ่าด้วยอะไร แต่ต้องฆ่าด้วยการออกจากบ้านไปกา พท.ทั้ง 2 ใบ โพลทุกสำนักขานรับน.ส.แพทองธาร สะท้อนว่าเขาต้องการมองเห็นอนาคตข้างหน้า ไม่ใช่หันไปก็เห็นแต่ พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมองไม่เห็นอนาคตเลย เห็นแต่อดีตที่เจ็บปวด แก้รัฐธรรมนูญมาให้ตัวเองอยู่ต่อ 8 ปี แล้วยังจะอยู่ต่ออีก พี่น้องจะไปกับเขาหรือไม่

 

ทั้งนี้ เลือกพรรคไหนก็ได้พล.อ.ประยุทธ์ เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าเลือก พท.ให้แลนด์สไลด์ไม่ได้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกรัฐมนตรีแน่ หากประชาชนเลือก พท.เกินครึ่งเราจะทำทุกนโยบายให้เป็นจริง อย่าไปเชื่อข่าวลือที่บอกว่าเราจะเอา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มาเป็นนายกรัฐมนตรี วันที่ 5 เม.ย.นี้ นพ.ชลน่านจะเรียกประชุมคณะกรรมการบริหาร (กก.บห.) เพื่อเตรียมประกาศแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคอื่นประกาศชื่อคนเดียว เมื่อวานนี้ (25 มี.ค.) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ประกาศ 2 คน ที่เราต้องประกาศ 3 คน ก็เพราะเราจะชนะและเผื่อมีอุบัติเหตุอะไรที่ทำให้โดนสอยไปในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจะมีการเลือกตั้ง

 

แต่ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ตนเชื่อว่าจะเป็นคนที่มีความสามารถและเป็นที่ยอมรับของประชาชน ฉะนั้น ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาด เลือก พท.ทั้ง 6 เขตให้แลนด์สไลด์ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่ปราศรัยนายณัฐวุฒิได้ร้องเพลงลุงตู่อยู่รวมไทยสร้างชาติ

 

ซึ่งสร้างเสียงหัวเราะให้กับประชาชนที่มาฟังปราศรัยอยู่ โดยประชาชนได้ช่วยปรบมือเป็นจังหวะให้

 

ทั้งนี้ นายณัฐวุฒิได้แปลงเนื้อเพลงลุงตู่อยู่รวมไทยสร้างชาติ เพื่อฝากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ว่า “ก็ลุงตู่ ลุงตู่อยู่ไหน อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล อยู่ในวงจรอุบาทว์ เลือกลุงตู่ เลือกลุงตู่ไม่เชื่อลองดูจะฉิบหายกันทั้งชาติ”

 

“ซ้อเจน” ศรีสมร มั่นใจ นำทัพ พปชร.

“ซ้อเจน” มั่นใจ พปชร. ปักธง ส.ส.กาญจน์ อย่างน้อย 3 เขต พร้อมส่งกำลังใจถึง อ.แหม่ม หลังถอนตัวจากการสมัครบัญชีรายชื่อ ตามรายงานว่าจะอยู่ในลำดับ 20

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จำนวนราษฎรในเขตเลือกตั้ง ส.ส.ของจังหวัดกาญจนบุรี มีจำนวน 816,803 คน เฉลี่ยราษฎรต่อ ส.ส. 1 คน จำนวน 163,360 คน ซึ่งจังหวัดกาญจนบุรี มี 13 อำเภอ แบ่งเขตเลือกตั้งออกเป็น 5 เขตเลือกตั้ง มี ส.ส.ได้ 5 คน

 

สำหรับเขตเลือกตั้งที่ 1 ประกอบด้วย อำเภอเมืองกาญจนบุรี (ยกเว้นตำบลบ้านเก่า) อำเภอบ่อพลอย (เฉพาะตำบลหนองกุ่ม)

เขตเลือกตั้งที่ 2 อำเภอท่าม่วง อำเภอด่านมะขามเตี้ย อำเภอพนมทวน (เฉพาะตำบลหนองโรง ตำบลทุ่งสมอ ตำบลดอนเจดีย์ ตำบลหนองสาหร่าย)

เขตเลือกตั้งที่ 3 อำเภอท่ามะกา อำเภอพนมทวน (ยกเว้น ตำบลหนองโรง ตำบลทุ่งสมอ ตำบลดอนเจดีย์ ตำบลหนองสาหร่าย)

เขตเลือกตั้งที่ 4 อำเภอเลาขวัญ อำเภอห้วยกระเจา อำเภอบ่อพลอย (ยกเว้นตำบลหนองกุ่ม) อำเภอหนองปรือ

เขตเลือกตั้งที่ 5 อำเภอทองผาภูมิ อำเภอสังขละบุรี อำเภอไทรโยค อำเภอศรีสวัสดิ์ อำเภอเมืองกาญจนบุรี (เฉพาะตำบลบ้านเก่า)

 

มองจากเขตเลือกตั้ง พบว่า เขตเลือกตั้งที่ 5 เป็นเขตเลือกตั้งที่มีอุปสรรคต่อการเดินสายหาเสียงของว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.แต่ละพรรคเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่กว้างใหญ่มีชายแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่สำคัญลักษณะภูมิประเทศเต็มไปด้วยผืนป่า แม่น้ำ และภูเขา การเดินทางส่วนใหญ่ต้องใช้รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อเท่านั้น

 

จากกรณีดังกล่าวล่าสุด วันนี้ (26 มี.ค.) นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ หรือซ้อเจน ว่าที่ผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เปิดเผยว่า กกต.ได้ประกาศออกมาแล้วว่าให้วันที่ 3-7 เม.ย. 66 เป็นวันรับสมัคร ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ส่วนวันที่ 4-6 และวันที่ 7 เม.ย.เป็นวันรับสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ

 

ขณะนี้อุณหภูมิทางด้านการเมืองเริ่มร้อนแรงเท่า ๆ กับสภาพอากาศในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ที่สูงถึง 40 องศาฯ สำหรับผู้สมัคร ส.ส.ระบบเขตของพรรคพลังประชารัฐ ได้ทำงาน และลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนเพื่อนำเสนอให้ประชาชนทั้ง 5 เขตเข้าถึงนโยบายของพรรคและผู้สมัครทุกวัน เพราะผู้สมัครของพรรคพลังประชารัฐ จังหวัดกาญจนบุรีเป็นคนใหม่ทั้งหมด 5 เขต ถึงแม้จะเป็นผู้สมัครคนใหม่ แต่ถือว่าที่ผ่านมาทุกคนได้สร้างผลงานเอาไว้ในพื้นที่มากมาย และนับว่าผู้สมัครแต่ละเขตอยู่ในระดับเกรด A ที่ประชาชนในพื้นที่ต่างทราบกันดี

 

การแบ่งเขตเลือกตั้งปี 2566 นั้นแตกต่างจากปี 2562 เป็นอย่างมาก เนื่องจาก กกต.ได้เปลี่ยนรูปแบบการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด ทำให้การหาเสียงบางเขตมีพื้นที่รับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะเขตเลือกตั้งที่ 5 ถือว่ามีพื้นที่เพิ่มขึ้นเกือบครึ่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรีที่มีอยู่ 13 อำเภอ

 

แต่อย่างไรก็ตาม ถึงวันนี้ส่วนตัวในฐานะผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อของพรรคพลังประชารัฐ ได้ประเมินความนิยมของประชาชนในแต่ละเขตแล้วพบว่ากระแสของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค และเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่มีนโยบายก้าวข้ามความขัดแย้ง ได้รับความนิยมมากขึ้นเป็นอย่างมาก จึงทำให้มีความมั่นใจว่าพรรคพลังประชารัฐจะได้รับความไว้วางใจจากประชาชนให้ผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคเข้าไปเป็นตัวแทนในสภาอย่างน้อย 3 เขต หรืออาจจะมากกว่านั้น

 

ส่วนตัวของเจน ในฐานะผู้สมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อ ขณะยังไม่ทราบว่าจะอยู่ในลำดับที่เท่าไหร่ แต่มาทราบจากการรายงานของสื่อมวลชนว่า พรรคพลังประชารัฐจัดให้อยู่ในลำดับที่ 15 แต่ตัวของเจนยังไม่ทราบแน่ชัดว่าจริง ๆ แล้วอยู่ลำดับที่เท่าไหร่กันแน่ เนื่องจากยังไม่เห็นรายชื่อที่ทางพรรคส่งมา

 

เพราะตามหลักการ การทำไพรมารี่โหวต พรรคจะจัดทำรายชื่อปาร์ตี้ลิสต์ จำนวน 100 คน ส่งมาให้ตัวแทนของพรรคประจำจังหวัดเพื่อเรียกประชุมสมาชิกพรรคให้เห็นชอบตามรายชื่อที่พรรคส่งมา แต่ถ้าสมาชิกพรรคไม่เห็นชอบพรรคต้องจัดทำรายชื่อส่งมาให้ตัวแทนประจำจังหวัดเรียกประชุมให้สมาชิกเห็นชอบใหม่ หรือถ้าสมาชิกเห็นชอบทั้ง 77 จังหวัด แล้วจึงประชุมเพื่อเรียงลำดับยื่นสมัครกับ กกต.ภายในกำหนดในวันที่ 4-7 เมษายน ดังนั้น เลยไม่ทราบว่าขั้นตอนของพรรคทำอย่างไรถึงมีการเรียงลำดับมาเรียบร้อยให้สมาชิกเห็นชอบจึงมีข่าวออกมาแบบนี้

 

ในความเห็นส่วนตัวพรรคควรคำนึงถึงสัดส่วนชายหญิงเพื่อมาทำงานให้พรรคตามความเหมาะสม จึงไม่แปลกใจที่มีสื่อหลายสำนักรายงานข่าวว่า ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หรืออาจารย์แหม่ม ถอนตัวจากการสมัครบัญชีรายชื่อในครั้งนี้ ตามรายงานว่าจะอยู่ในลำดับ 20 ส่วนข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรไม่ทราบ แต่ขอเป็นกำลังใจให้อาจารย์แหม่ม ต่อไป” นางศรีสมร กล่าว

 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับว่าที่ผู้สมัครพรรคพลังประชารัฐทั้ง 5 เขต ประกอบด้วย

เขต 1 นายจีระเกียรติ ภูมิสวัสดิ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี

เขต 2 นายชูเกียรติ จีนาภักดิ์ หรือ ส.จ.ชูเกียรติ

เขต 3 พล.ต.ต.กมลสันติ กลั่นบุศย์ อดีต ผบก.ภ.จว.กาญจนบุรี

เขต 4 นางลำยอง ยิ้มใหญ่หลวง อดีต ส.อบจ.กาญจนบุรี 6 สมัย

เขต 5 นายประเทศ บุญยงค์ นายกเทศมนตรีตำบลทองผาภูมิหลายสมัย

 

ล่าสุด พรรคพลังประชารัฐจะประชุมทำไพรมารีโหวต ทั้งผู้สมัครระบบเขต และผู้สมัครระบบปาร์ตี้ลิสต์ในวันนี้ (26 มี.ค.) และจะได้ทราบว่า นางศรีสมร รัศมีฤกษ์เศรษฐ์ หรือซ้อเจน จะอยู่ในลำดับที่เท่าไหร่

บรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชน ลุงป้อม เดินหน้าเชื่อมโยงเครือข่าย ฐานข้อมูลสวัสดิการรัฐ

เมื่อ 24 มี.ค. 66 เวลา 10.00 น. พล.ท.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผช.โฆษก รอง นรม. เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รอง นรม. ได้เป็นประธานการประชุม คณะกรรมการบูรณาการเชื่อมโยงฐานข้อมูล ด้านสวัสดิการของรัฐ ครั้งที่ 1/2566 ณ ห้องประชุมมูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์

 

ที่ประชุมได้รับทราบ การดำเนินการออกแบบ การเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านสวัสดิการของรัฐ และการดำเนินการเชื่อมโยงฐานข้อมูล ผ่านหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน รวมถึงข้อมูลบุคคลด้านอื่น ๆ เช่น หมายเลขโทรศัพท์ ที่อยู่อาศัย เป็นต้น และได้ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีการจัดทำ API เพื่อใช้ค้นหาข้อมูลสวัสดิการที่ได้มีการเชื่อมโยง และรวบรวมข้อมูลแล้ว สามารถค้นหาด้วยหมายเลขบัตรประชาชน และจัดทำ Dashboard เพื่อแสดงผลการวิเคราะห์ข้อมูล และแสดงความซ้ำซ้อนของสวัสดิการ และได้ทำการเชื่อมโยงฯ แล้วจำนวน 13 สวัสดิการ มีประชากรได้รับสิทธิ ถึง 19,348,391 ราย (27,923,508 สิทธิ) อาทิ บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ กองทุนคุ้มครองเด็ก เบี้ยความพิการ และเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ เป็นต้น

 

จากนั้น คณะกรรมการฯ ได้ร่วมกันพิจารณาเห็นชอบการดำเนินการเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านสวัสดิการของรัฐในระยะต่อไป จำนวน 22 สวัสดิการ (เดิม 13 สวัสดิการ) และเห็นชอบการบริหารจัดการฐานข้อมูลด้านสวัสดิการของรัฐ โดยมีหน่วยงานหลักที่สำคัญ ได้แก่ ก. ดีอีเอส , สถาบันส่งเสริมการวิเคราะห์และบริหารข้อมูลขนาดใหญ่ และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน)

 

พล.อ.ประวิตร ได้กำชับ ก. ดีอีเอส, กค., มท.และ พม.ให้เร่งรัดการดำเนินงานตามมติคณะกรรมการฯ เพื่อให้ฐานข้อมูลสวัสดิการของรัฐ เป็นระบบเดียวกัน ครอบคลุมประชากรที่จะได้รับการช่วยเหลือทุกกลุ่มเป้าหมาย และตอบสนองความต้องการ การให้บริการประชาชนได้ อย่างสะดวกรวดเร็ว เข้าถึงได้ง่าย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากความยากจน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคมได้ ตามนโยบายของรัฐบาลและยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาส และความเสมอภาค


TRENDING
© Copyright 2022, All rights reserved. Klang Time Thailand
Take Me Top